คลังเก็บป้ายกำกับ: เศรษฐกิจไทย

หนี้ครัวเรือนกดดันเศรษฐกิจ

ห่วงหนี้ครัวเรือนกดดันเศรษฐกิจลุ้นส่งออก

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 10:30

อมรเทพ จาวะลา,เบญจรงค์ สุวรรณคีรี,เศรษฐกิจไทย,ส่งออก,จีดีพี

อ่านเพิ่มเติม

ธปท.จับตาหนี้ครัวเรือนใกล้ชิด

ธปท.จับตาหนี้ครัวเรือนใกล้ชิด

ธปท.จับตาหนี้ครัวเรือนใกล้ชิด

ธปท.จับตาความสามารถการชำระหนี้ของครัวเรือนใกล้ชิด หวั่นอาจได้รับผลกระทบเพิ่มหากเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง

รายงานข่าวธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท.ได้ติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในช่วงไตรมาสแรก ปี 2556 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและการคำนวณของธปท. พบว่าสัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของภาคครัวเรือนใน ภาพรวมอยู่ที่ 33.8% เพิ่มขึ้นจากในปี 2554 อยู่ที่ 29.6% ซึ่งอาจส่งผลกระทบเพิ่มขึ้นหากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนยังอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 1 เดือนต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ระดับต่ำ โดยปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปลายปี 2555 อยู่ที่ 4.7% เป็น 4.9% ในไตรมาสแรก ปี2556 ขณะที่สภาพคล่องของครัวเรือนปรับดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับไตรมาส 2 ของปี 2556 เริ่มเห็นสัญญาณที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มากขึ้นสะท้อนจากอัตราส่วนรายได้ต่อภาระจ่ายชำระหนี้ในเดือนพ.ค.อยู่ที่ 5.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังซึ่งอยู่ที่ 4.4 เท่า ด้านอุปสงค์สะท้อนจากยอดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะอาคารชุดที่มียอดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ลดลงต่อเนื่องจากปลายไตรมาส ก่อน

ที่มา โพสต์ทูเดย์ดอทคอม 22 กรกฎาคม 2556 เวลา 16:43 น.

หนี้ครัวเรือนพุ่ง ภาคบริโภค-ลงทุนชะลอตัว คาดฉุดจีดีพีปีนี้เหลือ 4%

หนี้ครัวเรือนพุ่ง ภาคบริโภค-ลงทุนชะลอตัว คาดฉุดจีดีพีปีนี้เหลือ 4%

“ธ.ไทยพาณิชย์” มองเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 4 ต่ำกว่าคาดการณ์ เนื่องจากหนี้ครัวเรือนพุ่ง ขณะที่ภาคการบริโภค และการลงทุนชะลอตัว

น.ส.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ Chief Economist และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 4 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 5.1 เนื่องจากการใช้จ่าย และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว การนำเข้าเครื่องจักรชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยเร่งตัวในปี 2555 นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของการลงทุนในแผนบริหารจัดการน้ำ ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นการลงทุนของภาครัฐ ทั้งโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท

ขณะที่การบริโภคภาคประชาชนก็ชะลอตัว เนื่องจากภาระหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น เฉลี่ยร้อยละ 80 ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ร้อยละ 63 ทำให้หลายครัวเรือนระวังการใช้จ่าย ส่วนการส่งออกก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี การส่งออกขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกจะขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นมีแนวโน้มกลับมาเติบโตดี แม้เศรษฐกิจจีนจะเติบโตชะลอตัวลงก็ตาม แต่จีนยังขยายตัวได้ถึงร้อยละ 7-7.7 ดังนั้น จึงคาดว่าทั้งปีส่งออกจะขยายตัวร้อยละ 3.7-5

สำหรับในปีหน้า คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ร้อยละ 4.3 โดยการขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกที่จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากช่วง ครึ่งหลังของปีนี้ โดยคาดการณ์การส่งออกในปี 2557 จะขยายตัวได้ร้อยละ 8-10 ขณะที่การลงทุนภาครัฐน่าจะเดินเครื่องเบิกจ่ายงบประมาณดำเนินงานในโครงการ ต่างๆ ได้

ส่วนทิศทางค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี ประเมินว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 30-31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศจะลดขนาดของคิวอีภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการไหลออกในตลาดหุ้น แต่ตลาดพันธบัตรก็ยังไม่มีการไหลออกมากนัก ดังนั้น จึงเชื่อว่าเงินบาทไม่น่าจะอ่อนค่าแบบไร้เสถียรภาพ และประเมินว่า ไทยยังสามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปได้ โดยคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายปีนี้น่าจะปรับลดลงอีกร้อยละ 0.25 เหลือร้อยละ 2.25 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.50 เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี

ที่มา  ผู้จัดการออนไลน์  25 กรกฎาคม 2556 12:12 น.

ชี้ศก.ครึ่งปีหลังยังผันผวนจากตลาดเงินโลก

ชี้ศก.ครึ่งปีหลังยังผันผวนจากตลาดเงินโลก

Berita Satu
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

ผู้ว่า ธปท.มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังเผชิญความผันผวนของตลาดเงินโลก มั่นใจระบบการเงินไทยไม่ตึงตัว

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวว่า เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังยังคงจะเผชิญกับความผันผวนของตลาดเงินโลก เนื่องจากมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป ยังไม่ได้สงผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบเบ็ดเสร็จ ตลาดเงินจึงยังไม่เห็นภาพชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าระบบการเงินไทยจะไม่เกิดภาวะตึงตัวในช่วงครึ่งปีหลังนี้ แม้ว่าอาจจะเกิดภาวะเงินทุนจากต่างประเทศไม่ได้ไหลกลับเข้ามา หลังจากที่ไหลออกไปในช่วงก่อนหน้านี้ เพราะที่ผ่านมามีเงินไหลเข้ามาค่อนข้างมากทำให้ไทยมีสภาพคล่องสูง ซึ่ง ธปท.ดูแลอยู่ แต่ยอมรับว่าตลาดเงินยังมีความอ่อนไหวพอสมควร เพราะในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ประกาศว่าจะลดมาตรการ QE ทำให้ตลาดตอบรับแบบ over reaction บ้าง แต่ผลทดสอบ stress test ของไทย อัตราดอกเบี้ยกระตุกบ้าง แต่ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดเงินโลก ซึ่งถือว่าไม่รุนแรง

ขณะที่ไทยยังมีดุลการชำระเงินดุลการ้ค้าและดุล บัญชีเดินสะพัดที่ไม่เปราะบาง ผสมกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังแข็งแกร่ง และไม่ได้มีแนวโน้มไปทางเปราะบาง ก็เชื่อว่าปัจจัยรอบด้านจะทำให้ไทยสามารถรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นใน อนาคตได้ แต่ต้องไม่ประมาท เพราะหากมีเหตุการณ์อื่นๆ เข้ามากระทบในระยะสั้นบ่อย ๆ แล้วเรามีอาการนิ่งก็จะไม่ดี

สำหรับการ ปรับคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 4.2% นั้น นายประสาร กล่าวว่า ไม่ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพ เพราะเทียบกับเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกยังถือว่าดี เพราะที่ผ่านมาประเทศเหล่านั้นคาดว่าจะเติบโตได้สูง ซึ่งหลักๆ ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าก็ชะลอลงด้วย ต้องดูเนื้อในและรายละเอียด เช่น ความเป็นอยู่ รายได้ของประชาชนว่าอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือไม่

ส่วนความจำ เป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มเติมนั้น นายประสาร เห็นว่า หากมีการกระตุ้นจากการลงทุนของรัฐบาลที่มีการเบิกจ่ายตามแผนการลงทุนด้าน โครงสร้างพื้นฐานของประเทศก็ถือว่าจะเป็นการกระตุ้นเพื่อช่วยสร้าง ประสิทธิภาพของประเทศในระยะยาว

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ปธ.สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยห่วงหนี้เน่าพุ่ง

ปธ.สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยห่วงหนี้เน่าพุ่ง

อิสระ วงศ์รุ่ง,สมาคมธุรกิจเช่าซื้อ,รถยนต์
ประธานสมาคมธุรกิจ เช่าซื้อไทย ห่วงหนี้เน่าในอนาคตเพิ่มขึ้น หลังเศรษฐกิจชะลอตัว-หนี้ครัวเรือนพุ่ง แนะเพิ่มความเสี่ยงคุณภาพหนี้ครึ่งปีหลัง

นายอิสระ วงศ์รุ่ง ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ครึ่งปีหลังจะชะลอลงจากครึ่งปีแรก และช่วงเดียวกันปีก่อนอย่างมาก เนื่องจากแรงกระตุ้นจากการส่งมอบรถยนต์คันแรกได้เสร็จสิ้นแล้ว ขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน เห็นได้จากที่หลายหน่วยงานประกาศปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ ประกอบกับภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น จะมีผลกระทบต่ออำนาจในการใช้จ่าย และความสามารถในการชำระหนี้ให้ลดลง ดังนั้นอาจส่งผลต่อความเสี่ยงคุณภาพการชำระหนี้และคุณภาพลูกหนี้ในอนาคตเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะเริ่มเห็นถึงบรรยากาศของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นแล้ว และน่าจะมีแนวทางในการบริหารจัดการที่มากขึ้นในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่และการดูแลการชำระหนี้กลุ่มลูกค้าเดิมมากขึ้น

“ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว และปัญหาหนี้ครัวเรือนเยอะ อาจมีผลกระทบทางลบต่อการชำระหนี้ภาคครัวเรือน เท่ากับว่ามีสัญญาณที่คุณภาพการชำหนี้จะด้อยลง ทุกๆ คนในตลาดก็คงเริ่มมองแล้วว่าโฟกัสที่การปล่อยสินเชื่อหรือดูแลคุณภาพหนี้เป็นหลักก่อน และดูว่าการค้างชำระในแต่ละช่วงเวลา 1-30 วัน 31-60 วัน 61-90 วัน ก่อนที่จะกลายเป็น NPL มีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะมันจะไหลจนกลายเป็น NPL ในอนาคต”นายอิสระ กล่าว

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 12 กรกฎาคม 2556 14:35

บลจ.กสิกรชี้รบ.ไม่จำเป็นออกมาตรการกระตุ้นศก.

บลจ.กสิกรชี้รบ.ไม่จำเป็นออกมาตรการกระตุ้นศก.Berita Satu

บลจ.กสิกร เผย ทิศทางกองทุนรวมเติบโตต่อเนื่อง ชี้ รัฐไม่ต้องเวิร์คช็อปออกมาตรการกระตุ้น ศก. พรุ่งนี้

นายจงรัก รัตนเพียร ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มของกองทุนรวม ในครึ่งปีหลัง รวมถึงในอนาคต ยังเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากมีสินทรัพย์ลงทุนที่หลากหลาย ถึงแม้ช่วงนี้กองทุนตราสารหนี้จะมีการแข่งขันที่สูง ในส่วนของเรื่องอัตราดอกเบี้ยกับเงินฝากของธนาคาร โดยปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจะส่งผลในเชิงการจัดพอร์ตของนักลงทุนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่หลากหลายในแต่ละกองทุน

นอกจากนี้ นายจงรัก เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลจะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันพรุ่งนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง และเตรียมหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่า รัฐไม่มีความจำเป็นที่ต้องออกมาตรการเพิ่ม เนื่องจากอาจจะกระทบต่อวินัยทางการคลังได้ โดยเชื่อว่าขณะนี้ยังมีแรงกระตุ้นอยู่จากมาตรการเดิม โดยเฉพาะภาคการลงทุนโครงการต่าง ๆ ของรัฐ หากสามารถดำเนินการต่อเนื่อง ก็จะสามารถช่วยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ทั้งนี้มองว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้ร้อยละ 4 ในปีนี้ ยังถือเป็นการเติบโตที่น่าพอใจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวลง

ที่มา INNNews

เวิลด์แบงก์จ่อหั่นเป้าจีดีพีไทย

เวิลด์แบงก์จ่อหั่นเป้าจีดีพีไทย

วันที่ 6 กรกฎาคม 2556 09:01

ธนาคารโลก,หั่นเป้าเศรษฐกิจ,กิริฎา เภาพิจิตร

ธนาคารโลกเตรียม หั่นเป้าเศรษฐกิจไทยเดือนส.ค. นี้ ระบุเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว’ไม่ชัดเจน’เช่นเดียวกับ บอร์ดกนง.ถก10ก.ค.นี้ หั่นเป้าจีดีพี-ส่งออก

สำนักวิจัยหลายแห่งเริ่มปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลง หลังเศรษฐกิจโลกและปัญหาเศรษฐกิจในจีนเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกชัดเจนขึ้น

นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่าในเดือนส.ค. นี้ ธนาคารโลกเตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ จากเดิมที่มองว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้จะเติบโตที่ 5% และส่งออกเติบโต 7%เหตุผลการปรับประมาณการเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเจน ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศจะถอนมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (คิวอี) เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงเร็ว ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตของภาคการส่งออกไทย ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศเริ่มแผ่วลง

“การเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ คงต้องอาศัยโครงการลงทุนจากภาครัฐเป็นหลัก”

การปรับลดประมาณการของธนาคารโลก เช่นเดียวกับสำนักวิจัยหลายแห่ง และเป็นไปในทิศทางเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะเสนอการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 10 ก.ค. นี้ให้ปรับประมาณการใหม่

การประชุม กนง.ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา กนง.ประเมินว่าจีดีพีในปีนี้จะขยายตัวได้ 5.1% และส่งออกจะขยายตัวได้ระดับ 7%

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ย้ำว่าสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยนั้น ในการประชุมบอร์ดกนง.ในวันที่ 10 ก.ค.นี้ ที่ประชุมกนง.น่าจะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจใหม่

“คงมีการทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่ รวมถึงตัวเลขการส่งออกด้วย ซึ่งก็คงเป็นการปรับประมาณการลง โดยตัวเลขส่งออกไทยที่ ธปท.เคยประเมินไว้ที่ 7% นั้น ไม่น่าจะเป็นตัวเลขที่ใช้ได้แล้ว”

ส่วนแนวโน้มสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ยังตอบได้ยาก ขึ้นกับว่าเศรษฐกิจของ 3 ประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐ จีน และไทย

“หากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เฟดยุติการใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ (คิวอี) จริง ในขณะที่เศรษฐกิจจีนและไทยชะลอตัว ถ้าเป็นกรณีนี้ก็เชื่อว่า เงินทุนยังคงเป็นทิศทางไหลออก”

ศูนย์วิจัยกสิกร หั่นเป้าจีดีพีเหลือ4%

ด้าน นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ พร้อมผู้บริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้แถลงปรับประมาณการเศรษฐกิจวานนี้ (5 ก.ค.) โดยปรับลดลงเป็นครั้งที่ 2 ของปี เหลือ 4% หลังจากที่ไตรมาส 2 เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะเติบโตต่ำกว่า 3% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4.2%

“ขณะที่สัญญาณการฟื้นตัวเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังมีไม่มากนัก จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การชะลอมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอีของสหรัฐทำให้ราคาสินทรัพย์ลดลง ประกอบกับการลงทุนภาครัฐที่ต้องล่าช้าออกไป กระทบต่อการคาดการณ์จีดีพีปีนี้ 0.1% และจะมีผลต่อเศรษฐกิจในปี 2557 ให้ขยายตัวได้ 4.5%”

ห่วงหนี้ครัวเรือนไตรมาสแรกพุ่ง

นายเชาว์ กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนยังคงปรับเพิ่มขึ้น เร็วกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้และเงินออม โดยไตรมาสแรกของปี ระดับของหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 8.97 ล้านล้านบาท คิดเป็น 77.4% ต่อจีดีพี เทียบกับปี 2540 ที่หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาท คิดเป็น 28.8% ต่อจีดีพี แต่เมื่อประเมินจากทิศทางเศรษฐกิจในขณะนี้แล้ว เศรษฐกิจไทยยังไม่มีปัจจัยชี้นำให้เกิดหนี้เสีย หรือกระทบกับเศรษฐกิจรุนแรง ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้เร่งตัวรวดเร็ว การว่างงานยังอยู่ระดับต่ำและค่าครองชีพที่ไม่ได้เพิ่มเกินระดับรายได้

หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2556-2557 ได้ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจชะลอตัวลงและความเชื่อมั่นครัวเรือนลดลงกระทบภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือนจนรายได้ติดลบ

ทั้งนี้ในระยะปานกลางต้องติดตาวงจรสินเชื่อและดอกเบี้ยที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ค่อยๆ ส่งผ่านไปถึงผู้บริโภค คาดว่าต้องใช้เวลา ซึ่งยังไม่เห็นในปีนี้

คาดว่า เฟด จะทยอยถอยคิวอีได้อย่างเร็วก็ไตรมาสแรกของปี 2557 การปรับขึ้นดอกเบี้ยก็คงทยอยปรับขึ้น จากขณะนี้อยู่ที่ระดับต่ำกว่าปกติที่ 0.25% จากปกติ 3.25%ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยควรสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ 0.25-0.50% ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นอัตราดอกเบี้ยทยอยปรับเพิ่มขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า

จี้รัฐคุมหนี้ครัวเรือน

ในขณะนี้ธนาคารพาณิชย์มีระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสินเชื่อรายย่อยประมาณ 2% และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ตราบใดที่รายได้ยังมากกว่ารายจ่ายปัญหาหนี้ครัวเรือนจะไม่รุนแรง ดังนั้นภาครัฐต้องรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับ 5% เพื่อควบคุมปัญหาหนี้ครัวเรือนที่จะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ระดับ 80% ต่อจีดีพีในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

“ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 77-78% ต่อจีดีพีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาหนี้ภาคครัวเรือนขยายตัวได้เร็วกว่าจีดีพี ทำให้คาดว่าใน 1-2 ปีข้างหน้าหนี้ต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้นเป็น 80% เป็นความท้าทายในการจัดการภาวะเศรษฐกิจ ประเด็นอยู่ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในขณะนั้นจะสามารถรักษาระดับที่ 5%ได้หรือไม่ หากดูแลได้ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบเหมือนปี 2540″

หั่นเป้าส่งออกปีนี้เหลือ 4%

นายเชาว์ กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย ซึ่งในปีนี้ศูนย์วิจัยได้ปรับลดคาดการณ์การส่งออกลงเหลือ 4% จากเดิม 7% โดย 5 เดือนแรกการส่งออกของไทยขยายตัวได้เพียง 1.9% ดังนั้นในช่วงที่เหลือของปีการส่งออกต้องโตได้ 5%

สำหรับผลกระทบจากมาตรการคิวอีที่มีต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคนั้น หากเทียบกับภูมิภาคแล้ว ประเทศไทยยังมีทิศทางที่ดี จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี มีทุนสำรองที่อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกที่สามารถรองรับได้ 7-8 เดือน แต่ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดียและเวียดนาม ที่จะอ่อนไหวต่อมาตรการคิวอี เพราะระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพิงเม็ดเงินจากต่างประเทศค่อนข้างมาก สะท้อนจากยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราเร่งของสินเชื่อ เม็ดเงินที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้า

ดังนั้น สามประเทศดังกล่าว ถือเป็นประเทศที่น่าลงทุนในระยะกลางและระยะยาว เนื่องจากราคาสินทรัพย์จะลดต่ำลง เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 6% ขณะที่เวียดนามเองอยู่ระหว่างการปฏิรูปเศรษฐกิจและลดค่าเงินด่องไปแล้ว 1%

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์