พระอริยสงฆ์

ตามรอยพระอริยสงฆ์ ติดตามพฤติการณ์พระสงฆ์นอกพระวินัย

ปิดตํานานหลวงปู่เณรคำ

อรหันต์เรียกพี่ !

“หลวงปู่เณรคำ” เดินสายจ่ายส่วย ถวายรถสวยๆ แด่พระมหาเถระในสายธรรมยุต นับตั้งแต่อีสานถึงกรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. ก็ติดเบ็ด อา..ชาติหน้าไม่ขอมาเกิดอีกแล้ว ชาตินี้จึงขอเป็นทั้งพระอรหันต์และด็อกเตอร์ ดูอย่างแม่ชีทศพร แห่งวัดพิชัยญาติสิ มีดวงตาเห็นกรรม ทำนายทายทักได้ดังสมเด็จพระบรมศาสดา แต่ว่าคนไม่เชื่อน้ำยา ก็เลยต้องนำเงินทองไปประเคน มจร. จนได้ปริญญาด๊อกเตอร์มาติดบ่าติดไหล่ หลังจากนั้น “พูดอะไรใครๆ ก็เชื่อ” สูตรสำเร็จแบบนี้เล่นไม่ยาก มีเงินซะอย่าง ถามว่าอะไรบ้างที่เงินซื้อไม่ได้ในยุคนี้ ยุค “Money talk”

มีดวงตาทิพย์ สามารถระลึกชาติได้ถึง 2600 ปี เล่าได้ชัดถ้อยชัดคำ เคยเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วัดพระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ แบบนี้ไม่อุตริ เพราะว่าในมหาเถรสมาคมและบรรดาพระสงฆ์ไทยทั้งสิ้นทั้งปวงกว่า 300,000 รูปในปัจจุบันนั้น ไม่มีรูปใดได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เลย มีแต่พระหันซ้ายหันขวา ก็เลยไม่กล้าตรวจสอบใคร ปล่อยให้พระอรหันต์กำมะลอครองเมือง เชื่อเหอะ ประเดี๋ยวพระอรหันต์มันก็วิ่งเต้นเอาเงินทองเข้ามาประเคนพระผู้ปกครองเอง ไม่เชื่อก็ไปถามพระเทพปริยัติวิมล วัดบวรนิเวศวิหาร ดูสิ ตอนที่เป็นอธิการบดี มมร. อยู่นั้น พระอรหันต์ที่ไหนวิ่งมากราบตีนถึงศาลายา

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2553″หลวงปู่เณรคำ” มอบรถเก๋งโตโยต้าแคมรี่ ให้กับพระธรรมฐิติญาณ เจ้าคณะภาค10(ธ) วัดบึงพลาญชัย จ.ร้อยเอ็ด โดยมีพระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี(ธ) พระญานวิเศษ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ(ธ) เจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ พระอาจารย์หนูกร เจ้าคณะอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย ร่วมพิธีถวาย พร้อมทั้งพุทธศาสนิกชน ที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และสื่อมวลชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ความสนใจมาร่วมทำข่าวในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก เช่นกัน ซึ่งหลวงปู่เณรคำ ได้กล่าวว่า การถวายรถในครั้งนี้เพื่อให้เจ้าคณะภาค 10(ธ) นำไปใช้ในภารกิจเผยแผ่พุทธศาสนา ต่อไป หลังจากพิธีมอบถวายรถแล้ว พระเดชพระคุณเจ้าคณะภาค 10(ธ) เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี(ธ) เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ(ธ) และพระเดชพระคุณหลวงปู่เณรคำ ได้นั่งรถรอบอุโบสถภายในวัดบึงพลาญชัยจำนวน 3 รอบด้วยกัน

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 “หลวงปู่เณรคำ” คำ มอบรถตู้โตโยต้าแก่พระเทพปริยัติวิมล องค์อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. ศาลายา นครปฐม

โดย: “อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ”
WAT THAI LAS VEGAS U.S.A
ตีแสกหน้า !
สำนักพุทธฯศรีสะเกษเปิดโปง เจ้าคณะจังหวัดธรรมยุตอีสานรวมหัวกันช่วยเหลือเณรคำ ขอข้อมูลอะไรไม่เคยได้

แหมมันส์ไหมล่ะพระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัตที่เคารพ ลูกน้องสายธรรมยุตภาคอีสานของท่านในปัจจุบันนั้นเยี่ยมยุทธนะ ปลายปีนี้น่าจะปูนบำเหน็จเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นรองสมเด็จเสียให้หมด ในฐานะที่มีความดีความชอบ ช่วยรักษาตัวเงินตัวทองของธรรมยุตเอาไว้กินเอาไว้ใช้ไปนานๆ

ภาพหลวงปู่เณรคำนิมนต์เจ้าคณะจังหวัดธรรมยุตภาคอีสานจำนวน 7 จังหวัด ให้มารับมหาสังฆทานที่วัดป่าขันติธรรม และแล้ววันนี้บุญที่ทำก็ออกดอกออกผล เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จังหวัดศรีสะเกษ ออกมาประกาศต่อสื่อมวลชนว่า “การเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำค่อนข้างยาก เพราะเป็นพระธรรมยุต ท่านมักไม่เปิดเผยว่าปัจจุบันอยู่ในสังกัดที่ไหน เจ้าหน้าที่ พศ.จะถูกกีดกันออกมา ไม่ให้ความร่วมมือ” ก็อยากจะดูน้ำยาสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตโต ป.ธ.9) วัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะรักษาการเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ว่าจะรักษาอะไร ระหว่างพระธรรมวินัยกับเครื่องบินเจ๊ต

วันนี้ (17 มิ.ย.) พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ในฐานะเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) กล่าวว่า กรณีที่มีการกล่าวถึงมีพระบางรูป สะสมรถหรูนั้น การรับบริจาคในปัจจุบัน พระวินัยและพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ไม่ได้มีข้อกำหนดไว้ชัดเจน แต่ญาติโยม ต้องดูความเหมาะสมกับสถานภาพของพระเอง ดูประโยชน์ของการใช้สอยไม่ให้เกินฐานะ เกินความพอดี เนื่องจากจะทำให้สังคมติเตียนถึงความไม่เหมาะสมได้ เช่น การบริจาคหรือรับบริจาครถสปอร์ต ซึ่งถือว่าไม่เหมาะกับพระสงฆ์ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน การบริจาค ผู้บริจาค ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ว่า ถวายให้เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาในด้านใด ไม่ว่า จะเป็นการเผยแผ่ การศึกษา ค่าน้ำค่าไฟ แต่หากพระสงฆ์ นำเงินบริจาค ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก็อาจจะมีความผิดได้

“กรณีของพระนั่งเครื่องบินเจ็ต และมีการกล่าวถึงว่า เป็นเครื่องบินส่วนตัวด้วยแล้ว เรื่องนี้หากประชาชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า ไม่เหมาะสมก็สามารถทำหนังสือถึงเจ้าคณะปกครอง ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่า พระซื้อเครื่องบิน ก็ต้องมีการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า นำเงินส่วนไหนไปซื้อ เพราะเครื่องบินมีราคาสูง หากพบว่า มีการนำเงินที่ญาติโยมนำมาบริจาคเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาซื้อ ก็ถือว่ามีความผิด ที่ต้องมีการตรวจสอบทั้งทางกฎหมายพระสงฆ์ และกฎหมายบ้านเมือง หากกฎหมายบ้านเมืองพิจารณาเป็นที่สุดแล้วว่า พระรูปนั้น กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง โดยเฉพาะกรณีคดีอาญา ก็ต้องดำเนินการสึก เพื่อไปรับโทษทางบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม อาตมาอยากให้มีการสืบสวนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ สังคมต้องให้ความเป็นกลางกับทางพระด้วย อย่าเพิ่งด่วนไปตัดสิน “กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าว

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ศรีสะเกษ ตรวจสอบถึงที่มาที่ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม มีผู้สอบถามตนมาว่าเป็นหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก พระสงฆ์ชื่อดังแห่งวัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทารมย์ จ.ศรีสะเกษใช่หรือไม่ ขณะนี้ตนยังบอกไม่ได้ว่าเป็นหลวงปูเณรคำหรือพระสงฆ์รูปใด ต้องรอรายงานจาก พศจ.ศรีสะเกษก่อน

“ถามว่าพระรูปนี้เป็นเจ้าของเครื่องบินหรือไม่ ในส่วนตัวผมยังมองในแง่ดีว่าพระสงฆ์ทุกรูปคงไม่สามารถเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวได้ เพราะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบฐานะทางการเงิน มีใบอนุญาตการบิน การจอด อาจจะเป็นเครื่องบินของญาติโยม หรือลูกศิษย์ ก็ได้ แต่หากถามว่าแล้วท่านผิดตรงไหน ก็ผิดอาจาระ พฤติกรรมโอเว่อร์ สวมแว่นตา มีกิริยามารยาทความประพฤติไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับสถานะของความเป็นพระสงฆ์ ทำให้ผู้ประสบพบเห็นเสื่อมศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสในบุคคลเหล่านั้น คนที่เคยศรัทธาเลื่อมใสอยู่ก่อนแล้ว ก็จะจืดจาง เสื่อมความเคารพนับถือลงโดยลำดับ พุทธศาสนิกชนดูแล้วหดหู่” นายนพรัตน์ กล่าว

ด้านนายวิโรจน์ ไชยวรรณา ผอ.พศจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ได้รับคำสั่งจากนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.พศ. ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ที่มีผู้เกี่ยวข้องกับหลวงปู่เณรคำหรือไม่ ใน 2 ประเด็น 1.ตรวจสอบประวัติที่พักสงฆ์ที่พำนักของหลวงปู่เณรคำปัจจุบันว่าถูกต้องหรือไม่ เบื้องต้นเท่าที่ตรวจสอบที่หลวงปู่เณรคำพำนักอยู่นั้นเรียกว่าที่พักสงฆ์ทั่วไป ไม่มีสถานะเป็นวัดหรือสำนักสงฆ์ที่ขึ้นทะเบียนกับพศ. กล่าวคือเมื่อพระสงฆ์พักที่ไหนก็สามารถสร้างที่พักสงฆ์ได้ ไม่ใช่วัดหรือสำนักสงฆ์ 2.ตรวจสอบประวัติของหลวงปู่เณรคำว่าปัจจุบันท่านสังกัดวัดไหน เจ้าคณะปกครองใด เพราะเท่าที่ทราบแต่เดิมท่านสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ จ.อุบลราชธานี แต่ปัจจุบันท่านสังกัดวัดไหน เรื่องนี้จะหาคำตอบให้ได้ภายในวันนี้ อย่างไรก็ตาม การเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำค่อนข้างยาก เพราะเป็นพระธรรมยุต ท่านมักไม่เปิดเผยว่าปัจจุบันอยู่ในสังกัดที่ไหน เจ้าหน้าที่ พศ.จะถูกกีดกันออกมา ไม่ให้ความร่วมมือ

“จากการตรวจสอบรูปภาพที่นั่งเครื่องบินเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ตนั้น ไม่มุมภาพที่ไม่ใช่การแอบถ่ายแต่อย่างใด เป็นการเปิดให้ถ่ายภาพโปรโมตตัวเองของหลวงปู่เณรคำทั้งนั้น ซึ่งดูแล้วไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ส่วนที่มีภาพเก่าๆที่มีคนที่หน้าเหมือนพระสงฆ์รูปหนึ่งนอนหลับอยู่กับสีกาสาวคนหนึ่งนั้น ส่วนจะเป็นภาพตัดต่อหรือภาพจริงหรือไม่นั้น ชาวบ้านแถวนั้นจะรู้ว่าในภาพเป็นใคร เพราะมีเค้าโครงเหมือนกับสีกาคนใกล้ชิดหลวงปู่เณรคำ หากมีการตัดต่อจริงก็ควรเป็นภาพผู้หญิงสวยๆเลยจะดีกว่า ชาวบ้านแถวนั้นรู้ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ดี จึงไม่ได้พากันไปทำบุญกับท่านมากนัก แต่ที่เห็นเวลาหลวงปู่เณรคำจัดกิจกรรมทำพิธีกรรมทางศาสนาแล้วมีคนไปร่วมนับพันคนนั้น ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่อยู่ไกลๆมากกว่า คนในพื้นที่ไม่เข้า เพราะรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ”นายวิโรจน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบในเว็บไซต์ต่างๆ อาทิ เว็บไซต์พันทิพปรากฏว่ามีการนำภาพของพระสงฆ์รูปหนึ่งมาโพส โดยอ้างคำบรรยายใต้ภาพระบุว่า เป็นหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก อาทิ ภาพแอ๊บแบ๊ว ซึ่งถ่ายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในภาพดังกล่าวเป็นภาพพระสงฆ์ชูสองนิ้ว พร้อมด้วยสีหน้าแอ๊บแบ๊ว และภาพที่ชื่อว่า เบนซ์อาตมา ใครอย่าแตะนะโยม เป็นภาพที่ถ่ายคู่กับรถเบนซ์ป้ายทะเบียนต่างประเทศ รวมถึงภาพพระสงฆ์กำลังนั่งอยู่ในห้องนักบิน นอกจากนี้ในเว็บไซต์ดังกล่าวยังมีการนำภาพเหมือนที่อ้างว่าเป็นพระสงฆ์กำลัง นอนกับผู้หญิงมาเผยแพร่ด้วย อย่างไรก็ตาม มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นตำนิและวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับภาพต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสอบสวนข้อเท็จจริงและตัก เตือนพระรูปดังกล่าวเนื่องจากมองว่าพฤติกรรมต่างๆไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง (ที่มา : เดลินิวส์  20 มิถุนายน 2556)
<h2><strong>แต่งตัวหรู-ไอเดียเริ่ด !</strong></h2>
<strong>สาวกเณรคำเผย สาเหตุไม่ยก “ป่าขันติธรรม” ขึ้นเป็นวัด เพราะต้องการมอบให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน</strong> อุเหม่ พูดแบบนี้ก็อัปรีย์ดีๆ นี่เอง นึกหรือว่าคนเขาไม่รู้ทัน เพราะว่าถ้ายกฐานะขึ้นเป็นวัด ทรัพย์สมบัติก็จะตกเป็นของสงฆ์ทั้งหมด จะบริหารกิจการงานใดๆ ก็ไม่สะดวก สู้ตั้งเป็นมูลนิธิบริหารผลประโยชน์ไม่ดีกว่าเหรอ สุมหัวประชุมกันไม่กี่คนก็สบาย แล้วเรื่องอะไรจะไปขอเป็นวัดเสียให้โง่ ถามเสี่ยปาโมดดูสิ ถ้าไม่มีเรื่องราวอื้อฉาว จะยอมจดทะเบียนเป็นวัดไหม นี่ไงมันสมองของอริยะบุคคลต้องแบบนี้ แบบที่ศรีธนญชัยเรียกพี่ทีเดียว

พระฐกฤต กันตธัมโม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ วัดป่าขันติธรรม กล่าวว่า กรณี พศ.ระบุว่า วัดป่าขันติธรรมไม่ได้มีสถานะเป็นวัดนั้น ยอมรับว่าเป็นความจริง และเป็นเจตนาของหลวงปู่เณรคำ เนื่องจากต้องการสร้างสถานที่แห่งนี้ เพื่อสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก และเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ไม่ต้องการให้เป็นสมบัติของวัด แต่จะมอบให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน หลังจากนั้นหลวงปู่เณรคำได้บอกไว้ว่า จะขอละสังขาร รวมทั้งยุบวัดป่าขันติธรรมด้วย ให้เหลือไว้เพียงวิหารและพระแก้วมรกตจำลอง ทั้งนี้ การสร้างพระแก้วมรกตจำลองนั้น ถึงขั้นตอนที่จะนำทองคำน้ำหนัก 9 ตัน มาทำเป็นเครื่องทรงตามฤดูต่างๆ ส่วนกรณีที่ พศ.ต้องการเข้ามาตรวจสอบเรื่องเงินบริจาคนั้น เข้ามาตรวจสอบได้ แต่อยากให้คุยกับหลวงปู่เณรคำโดยตรงจะดีกว่า (ที่มา : มติชน 21 มิถุนายน 2556)
<h2><strong>โอละพ่อ !</strong></h2>
<strong>เงินทองที่ญาติโยมถวายเณรคำ “อรหันต์กำมะลอ” สุดท้ายก็กระจายไปอยู่ที่แก๊งค์ลูกศิษย์หมด ข่าวระบุ ทั้งคัมรี่ป้ายแดง และเงินนับสิบๆ ล้าน ถูกบริวารเบิกไปใช้กินเที่ยวเยี่ยวฉี่สวีวี่วี เฮ้อ ! นึกไปก็สงสารก็แต่เณรคำนะ</strong> สู้อุตส่าห์ตั้งตัวเป็นอรหันต์กับเขาทั้งชาติ ก็ดันมาโดนมาเฟียศรีสะเกษแบล็กเมล์เข้า มิน่า ถึงกล้าประกาศว่า “ชาติหน้าไม่มาเกิดอีกแล้ว” เพราะคงเข็ดแล้วจริงๆ ต่อไปก็ออกธรรมะเวอร์ชั่น “กูละเบื่อ” เลยสิบักเณรคำ

อุบลราชธานี – ลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ แฉมีขบวนการที่เป็นอดีตกรรมการวัด ข้าราชการ และนักข่าวในพื้นที่ทำลายหลวงปู่เณรคำ เพราะแค้นที่ขอเงิน 1,000,000 บาทไม่ได้ นอกจากนี้ยังข่มขู่หลวงปู่ด้วย เผยรถคันใหม่ล่าสุดที่ดยมนำมาถวายยังนำไปให้เมียขับ แต่ไม่ยืนยันเรื่องคลิปหลวงปู่กับหญิงสาวมีจริงหรือไม่ ยันหลวงปู่เณรคำจะกลับประเทศไทยวันที่ 27 มิ.ย.นี้ เพื่อร่วมพิธีห่มผ้าฤดูฝนพระแก้วมรกตจำลอง

วันนี้ (20 มิ.ย.) น.ส.ณฤดี พีระโรจน์ เจ้าของร้านอุบลอินเตอร์คอม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดของหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้ออกมาให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวถึงสาเหตุการปล่อยคลิปของหลวงปู่เณรคำ โดยเป็นฝีมือของกรรมการวัดคนหนึ่ง ซึ่งรับราชการครูและเป็นนักข่าวในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ที่ติดตามหลวงปู่มานานจนหลวงปู่ ไว้ใจให้ดูแลเรื่องการเงิน ค่าใช้จ่ายของวัดทั้งหมด

กระทั่งเมื่อปลายปี 2555 มีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินภายในวัด พบมีเงินที่ประชาชนบริจาคทั้งที่ส่งมาทางไปรษณีย์เงินในตู้บริจาคสูญหายไปจำนวนนับสิบล้านบาท รวมทั้งยังมีรถที่ประชาชนนำมาบริจาคให้หลวงปู่ และทางวัดใช้งานจำนวนหลายคันหายไป โดยรถคันล่าสุด คือ โตโยต้า คัมรี่ รุ่นไฮบริค ก็พบกรรมการวัดคนหนึ่ง ซึ่งรับราชการครูและเป็นนักข่าวในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษคนนี้นำไปให้ภรรยาใช้ หลวงปู่ จึงไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวอีกและลูกศิษย์ที่ถวายรถได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องเอารถคืนด้วย

ต่อมาเมื่อเดือนมกราคมปีเดียวกันนี้กรรมการวัดคนหนึ่ง ซึ่งรับราชการครูและเป็นนักข่าวรายนี้ได้โทรศัพท์มาข่มขู่สอบถามเรื่องเงินและทองคำที่นำมาใช้สร้างพระแก้วมรกต มีเหลืออยู่จำนวนเท่าไหร่ หากไม่ต้องการมีเรื่องราวให้หลวงปู่ จ่ายเงินให้จำนวน 1 ล้านบาท แต่ทางหลวงปู่ ได้ปฏิเสธไป แต่กรรมการวัดคนนี้ยังได้ตามมาข่มขู่อีกว่าจะนำเอาคลิปที่หลวงปู่ใช้พาหนะหรูเดินทางไปกิจนิมนต์มาโจมตี รวมทั้งอ้างว่ามีคลิปที่หลวงปู่อยู่กับสีกาอย่างใกล้ชิดด้วย แต่หลวงปู่ ก็ยังไม่ยอมให้เงินตามที่ขอมาอยู่ดี ทำให้กรรมการวัดคนหนึ่ง ซึ่งรับราชการครูและเป็นนักข่าวในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษคนนี้มีการนำคลิปไปปล่อยไว้ในยูทิวบ์ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาและสื่อมวลชนมาพบเข้า จึงเอามานำเสนอเป็นข่าว ซึ่งเข้าทางของกรรมการวัดรายนี้ที่เป็นนักข่าวอยู่ด้วยจึงได้ส่งข้อมูลให้ร้ายหลวงปู่อย่างหนักทำให้ลูกศิษย์ทนไม่ไหวต้องออกมาตอบโต้เพื่อให้สังคมทราบข้อจริงอีกด้านหนึ่ง

“สวนเรื่องคลิปหลวงปู่อยู่กับสีกาจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ฉันยืนยันไม่ได้ แต่เท่าที่ติดตามหลวงปู่ มานานกว่า 5 ปีก็ไม่เคยพบเห็นพฤติกรรมเชิงชู้สาวของหลวงปู่กับหญิงอื่น มีเพียงบางครั้งมีกิจนิมนต์เดินทางไปไกล ลูกศิษย์ก็จะส่งเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์มารับ เพื่อเดินทางไปได้ทันเวลาสำหรับหลวงปู่ขณะนี้ อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสและจะเดินทางกลับประเทศไทยถึงในวันที่ 27 มิ.ย.นี้แน่นอนเพื่อมาทำพิธีห่มผ้าฤดูฝนพระแก้วมรกตจำลอง โดยจะมีคณะพระธรรมฑูตจากหลายประเทศเข้ามาร่วมงานด้วย ซึ่งวันนั้นคณะศิษยานุศิษย์จากทั่วประเทศจะนัดกันมารวมตัวให้กำลังกับหลวงปู่หากสื่อมวลชนต้องการพบกับหลวงปู่สามารถมาสอบถามได้ในวันนั้น” น.ส.ณฤดี กล่าว

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายเทพพนม นามลี ประธาน นปช.แดงสุรินทร์ และ น.ส.หมวย นามสมมุติ แกนนำ นปช.แดง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้ยื่นหนังสือผ่านผู้อำนวยการ สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 ถึง รมว.ศึกษาธิการให้ตรวจสอบพฤติกรรมข้าราชการคนหนึ่งในสังกัด สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย คือ ใช้เวลาในการปฏิบัติงานราชการไปทำหน้าที่เป้นผู้สื่อข่าวและเป็นผู้มีอิทธิพลใน จ.ศรีสะเกษ จึงขอให้สอบสวนวินัยร้ายแรง และย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่มีใครกล้ามายุ่งเกี่ยวด้วย และมีการเรียกรับผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อตัวเอง

“คิดดูเป็นข้าราชการครูระดับแค่นี้สร้างบ้านได้ในราคากว่า 10 ล้านมีรถเก๋ง รถปิกอัพถึง 7 คัน ระดับอธิบดียังไม่มีขนาดนี้เลย ที่สำคัญนักข่าวคนนี้กับพวกได้เข้าพบหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก วัดป่าขันติธรรม ข่มขู่คุกคามหลวงปู่เณรคำ เอารถเก๋งป้ายแดง ยี่ห้อโตโยต้า คัมรี่ รุ่นไฮบริค ทะเบียน 999 จำจังหวัดไม่ได้ เอามาใช้เป็นรถเก๋งของตัวเอง ซึ่งเป็นรถเก๋งที่โยมชื่อจากสระแก้ว ซื้อถวายให้หลวงปู่ เพื่อใช้ในกิจการของสงฆ์ ทางวัดป่าขันติธรรมได้ทวงคืนรถเก๋งคันดังกล่าวด้วยวาจาและหนังสือหลายครั้ง แต่ก็ไม่ยอมคืนรถมาให้ทางวัด และสมคบคิดกับนาย “ก” ไม่ทราบนามสกุล มีหน้าที่อยู่ในวัด ปลอมแปลงลายเซ็นของคณะกรรมการวัดป่าขันติธรรม ไปเบิกเงินจากที่ทำการไปรษณีย์ศรีสะเกษ ที่ญาติโยมส่งมาถวายหลวงปู่เณรคำ เป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท เอาเข้าพกเข้าห่อตัวเอง และปัจจุบันทางวัดไม่อนุญาตให้ 2 คนนี้เข้ามาในบริเวณวัดโดยเด็ดขาด ที่ต้องร้องผ่านสื่อ เพราะคิดว่าจรรยาบรรณของความเป็นมืออาชีพต้องไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ผมไม่กลัวที่จะถูกฟ้องร้องในเรื่องนี้ เพราะผู้ที่จะเป็นพยานให้คือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” ที่มา : ผู้จัดการ 21 มิถุนายน 2556 )
<h2><strong>หลักฐานชัดเจน</strong></h2>
“ไม่ตั้งวัด เพราะกลัวตรวจสอบการเงิน” มันสมองของอรหันต์กำมะลอแห่งยุคไอโฟน แหมน่าจะได้ดุษฎีบัณฑิตสาขาเลี่ยงภาษีอีกซักใบนะ

อา..ไหนใครว่า “เณรคำ” คืออรหันต์มาจุติเพื่อโปรดสัตว์โลกในยุคพระศรีอาริย์ไง แต่แค่สืบไปไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ก็ปรากฏว่า เณรคำถูกชาวบ้านขับไล่ ไม่มีที่ซุกหัวนอน บังเอิญโชคดีได้สตรีท่านหนึ่งช่วยโอบอุ้ม ก็เลยรอดตายในครั้งนั้น

นี่ไงที่เป็นสาเหตุว่า “ทำไม” เณรคำถึงต้องกระเสือกกระสน ดิ้นรนเอาทั้งปริญญามาครอบหัวตัวเอง และวิ่งเต้นเส้นสายเข้าหาพระผู้ใหญ่ ใช้เงินใช้ทองไปในการติดสินบาทคาดสินบนจนฉาวโฉ่ไปทั่วโลก รายการนี้ถ้าดูให้ดีก็จะหนักกว่าคดี “เครื่องราชย์” วัดเทพศิรินทร์เสียอีก เพราะติดสินบนได้แม้กระทั่ง “พระเทพปริยัติวิมล” และ “มหามกุฏราชวิทยาลัย” อันมีวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นฐานที่มั่นของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เลยทีเดียว เสียวฮ่ะ ไม่น่าเลยนะ แรกนั้น เมื่อตั้งคณะธรรมยุตขึ้นมา ก็ประกาศว่า “จะทำการอภิวัฒน์พระพุทธศาสนาซึ่งเสื่อมทรุดเศร้าหมอง ให้กลับคืนสู่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง” ในช่วงก่อนปี 2500 นั้น พระธรรมยุตมองพระมหานิกายเป็นเพียงแค่ “สามเณร” เท่านั้นเอง

แต่แล้ววันนี้ กลับกลายเป็นว่า บรรดาความเสื่อมทรุดเศร้าหมองของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2556 เกิดขึ้นเพราะคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายเสียเอง ถ้าเสียเฉพาะเปลือกหรือกระพี้ก็คงพอบรรเทา แต่นี่เสื่อมเสียไปถึงวัดบวรนิเวศวิหาร อันเป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยุต และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ นับตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ทรงผนวชและเสด็จมาประทับ ณ พระอารามหลวงแห่งนี้

<strong>นี่สิคือความเสื่อมเสียแบบที่เรียกว่า ประวัติศาสตร์ต้องจารึก หรือว่าจะถึงเวลา “ขาลง” ของคณะธรรมยุตแล้ว ?</strong>

<strong>เจ้าของที่ ตะเพิด”หลวงปู่เณรคำ” พ้น “วัดป่าขันติธรรม” ฉุนผิดสัญญา-มีข่าวไม่เหมาะสม</strong>

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 21 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นางลอน มนัส อายุ 68 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน จำนวนประมาณ 15 ไร่ ที่มอบให้ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เพื่อให้ดำเนินการสร้างวัด กล่าวว่า จากกรณีที่พระรูปหนึ่งที่อ้างว่าเป็นประชาสัมพันธ์ของวัดป่าขันติธรรมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หลวงปู่เณรคำจะไม่ยอมตั้งวัดป่าขันติธรรมให้เป็นวัดที่ถูกต้อง โดยเมื่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองเสร็จแล้วจะยุบวัดป่าขันติธรรมนั้น ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งในตอนแรกที่ตนมอบที่ดินตรงจุดนั้นให้กับหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เนื่องจากต้องการให้มีการจัดสร้างวัดอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งทางหลวงปู่เณรคำเอง ก็ตกลงที่จะดำเนินการตามที่ตนต้องการ จนกระทั่งระยะเวลาผ่านไปนานร่วม 10 ปี ก็ยังไม่มีการดำเนินการสร้างวัดแต่อย่างใด มีเพียงแค่การยื่นเรื่องเสนอกับทางกรมการศาสนา เพื่อขอสร้างวัด เพื่อขอใบอนุญาตตั้งวัด จนกระทั่งใบอนุญาตได้หมดอายุ ตามกำหนดเวลา 5 ปี ก็ยังไม่สามารถดำเนินการสร้างวัดได้สำเร็จ ตนได้ไปสอบถามข้อเท็จจริงกับทางหลวงปู่เณรคำอีกครั้ง แต่กลับได้คำตอบว่า จะไม่มีการสร้างวัด แต่จะสร้างเป็นวิหารหลวง โดยหลวงปู่เณรคำ แจ้งว่า หากสร้างเป็นวัดขึ้นมา ก็จะต้องมีการตรวจสอบรายได้เงินบริจาคต่าง ๆ จากสำนักงานพระพุทธศาสนา และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

นางลอน กล่าวต่อไปว่า จุดมุ่งหมายของตนตั้งแต่แรกในการมอบที่ดินให้กับหลวงปู่เณรคำ นั้น เนื่องจาก ว่า หลวงปู่เณรคำถูกชาวบ้านชุมนุมขับไล่ให้ออกไปจากป่าช้าของชาวบ้าน ทำให้ต้องหาที่อยู่ใหม่ ตนจึงได้มอบที่ดินของตน จำนวนประมาณ 15 ไร่ ให้สร้างวัด ตนต้องการที่จะทำบุญโดยการสร้างวัดที่สมบูรณ์แบบ เพราะตนก็มีอายุ 68 ปี แล้ว แต่หลวงปู่เณรคำไม่ทำตามสัญญา ตนจึงจะดำเนินการสร้างวัดเอง ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่เริ่มแรก โดยจะไม่ให้หลวงปู่เณรคำ และพระสงฆ์บางรูปอยู่ในวัดนี้ด้วย ซึ่งในช่วงแรกที่ตนรู้จักกับหลวงปู่เณรคำ ท่านเป็นพระที่ดีมาก ไม่มีเรื่องราวเสียหาย จนกระทั่งผ่านมา 2 – 3 ปี ให้หลัง พฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนไป โดยไม่ยอมมาจำพรรษาที่วัด แต่จะกลับมาวัดเฉพาะช่วงที่มีการจัดงานที่วัดเท่านั้น ซึ่งหลังจากเสร็จงาน หลวงปู่เณรคำก็จะนำเอาเงินไปด้วย และเดินทางไปทำกิจนิมนต์ต่อ แต่ตนก็ไม่ทราบว่า หลวงปู่เณรคำรับกิจนิมนต์ที่ใดบ้าง ซึ่งในจุดนี้ทำให้ตนคิดว่า หากหลวงปู่เณรคำ มีกิจนิมนต์มาก ก็ไม่จำเป็น ต้องเข้ามาอยู่ที่วัดแห่งนี้ได้ ส่วนจะไปอยู่ที่ใด ก็เป็นสิทธิ์ของท่าน ที่จะเลือกทางเดินเอง

นางลอน กล่าวต่อไปว่า การที่มีข่าวความไม่เหมาะสมเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ ได้ส่งผลกระทบกับจิตใจตนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้านที่ต่อต้านหลวงปู่เณรคำมาโดยตลอด และได้มีการต่อต้านหลวงปู่เณรคำมากกว่าเดิม ชาวบ้านต่างพากันสมน้ำหน้า ในการตัดสินใจของตนกับพวก ที่มอบที่ดินให้หลวงปู่เณรคำ เพื่อสร้างวัด แต่กลับไม่ได้เป็นวัด อย่างที่ใจตนต้องการไว้ ซึ่งก็ไม่เป็นไรหลวงปู่เณรคำทำตัวของท่านเอง อีกทั้งท่านไม่ได้อยู่สังกัดใด พระผู้ใหญ่ก็ปกป้องไม่ได้ และหลังจากที่ข่าวคราวของหลวงปู่เณรคำเงียบไปแล้ว ตนก็จะเอาที่ดินที่ตั้งสำนักสงฆ์ขันติธรรมคืนมาเพื่อไปขออนุญาตสร้างเป็นวัดที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบ และจะตั้งชื่อวัดใหม่อย่างที่ตนและชาวบ้านทุกคนต้องการ และพระแก้วมรกตจำลอง ก็จะยังประดิษฐานที่แห่งนี้ เพื่อให้พุทธศาสนิกชน กราบไหว้บูชาต่อไป ส่วนหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโกกับ พระสงฆ์บางรูป โดยเฉพาะพระกฤต นั้น ตนจะไม่ให้อยู่ที่วัดแห่งนี้และไม่ให้เข้ามาบริหารวัดอีกต่อไป เพราะไม่อยากให้เสื่อมเสียไปมากกว่านี้ (ที่มา : มติชน  22 มิถุนายน 2556 )
<strong></strong>
<h2><strong>เปิดอภิมหาโกงโครงการอรหันต์กำมะลอ</strong></h2>
<strong>สมุนตั้งโต๊ะแฉแหลก แต่แปลก เณรคำหายหัวไปไหน ?</strong>

แฉ แฉ แฉ !!!

แฉ 1 “กรรมการโกงโครงการ 100 ล้าน”
แฉ 2 “เสียผลประโยชน์จึงใส่ร้ายเณรคำ”
แฉ 3 “น่าแปลกว่าไม่เคยมีการแจ้งความ”

เรื่องประหลาดในโลกที่ต้องทึ่งว่าพวกมะลึงทำเ-หี้-ยอะไร !

<strong>ศิษย์ ‘หลวงปู่เณรคำ’ ยันที่ดินได้มาถูกต้อง
ศิษย์ ‘หลวงปู่เณรคำ’ เปิดแถลงข่าวย้ำ ข่าวร้ายที่มีผลต่อชื่อเสียงมาจาก ‘กลุ่มศิษย์เก่า’ ที่เสียผลประโยชน์</strong>

<strong>22 มิ.ย.56</strong> ที่สมาคมวิชาชีพผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย ต.บางเสาธง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี กลุ่มลูกศิษย์ลูกปู่เณรคำนำโดย ดร.สุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม นายเริงศักดิ์ กำธร ทนายความประจำเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม นายภานุ สุขวัลลิ โฆษกประจำตัวหลวงปู่เณร คำ นายวิชัย สุขอัมภา กรรมการบริหาวัดป่าขันติธรรม นางณฤดี พีระโรจน์ อายุ 51 ปี ลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ และมีข่าวออกมาว่าเป็นคนที่เข้าไปข่มขู่นางลอน มนัส อายุ 68 ปี เจ้าของที่ดินผู้บริจาคถวายที่ดิน 15 ไร่ให้กับวัดป่าขันติธรรม ร่วมกันแถลงข่าว

ดร.สุขุม กล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้แท้ที่จริงแล้ว เกิดจากขบวนการปล่อยข่าวเพื่อโจมตีหลวงปู่เณรคำ โดยอดีตกรรมการบริหารวัดชุดหนึ่ง ซึ่งเคยมีอำนาจในการบริหารก่อสร้างวัดป่าขันติธรรมและพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท และการก่อสร้างมหาวิหารทั้งหมดจะมีมูลค่ากว่าประมาณ 2.5 พันล้านบาท จนมีการโกงกินเงินก่อสร้างเป็นจำนวนมาก หลวงปู่เณรคำ จึงได้ให้นิติธรรมของวัดเข้าทำการตรวจสอบการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจนเป็นเหตุให้คณะกรรมการวัดชุดเก่าหมดอำนาจลง และเป็นที่มาของกลุ่มลูกศิษย์ที่ออกมาสร้างข่าวใส่ร้ายหลวงปู่เณรคำ

<strong>นายวิชัย สุขอัมภา ผู้ดูแลการก่อสร้างของวัดป่าขันติธรรม กล่าวว่า ตนเองได้รับมอบหมายจากหลวงปู่เณรคำให้เข้ามาทำการดูแลการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองตั้งแต่ปี 2554</strong> ซึ่งหลังจากตนเข้ามารับดูงานก่อสร้างแล้วก็พบความผิดปกติในการทุจริตหลายอย่าง เช่น การสั่งซื้อเหล็กซึ่งทางวัดได้สั่งมาจำนวน 10 ตัน แต่เมื่อเหล็กนำมาส่งที่วัดกลับมีเหล็กเพียงแค่ 5 ตันเท่านั้น ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งหายไปไหนและในการก่อสร้างต่างๆ ตนตรวจพบว่า มีการทุจริตเงินวัดกว่า 70% คิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ตนจึงได้รายงานเรื่องนี้ให้กับหลวงปู่เณรคำทราบ แต่หลวงปู่เณรคำไม่อยากจะดำเนินคดีกับลูกศิษย์จึงได้ลดบทบาทการทำหน้าที่ของอดีตลูกศิษย์และกรรมการวัดชุดเก่าลงจนเป็นที่มาของการออกมาปล่อยข่าวทำลายชื่อเสียงหลวงปู่เณรคำ

<strong>นายภานุ สุขวัลลิ โฆษกประจำตัวหลวงปู่เณรคำ ได้นำภาพถ่ายของนางทองมี วุฒิยาสาร ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วออกมาโชว์สื่อมวลชนว่านี้คือคนที่เป็นเจ้าของที่ดิน</strong>จำนวนดังกล่าวและเป็นผู้มอบให้กับทางวัดเอง ซึ่งไม่ใช้ที่ดินของ นางลอน มนัส อายุ 68 ปี อย่างที่ออกมาอ้างตัวว่า เป็นเจ้าของ เพียงแต่เท่าที่ทราบมานั้นนางทองมี ก่อนเสียชีวิตได้มอบที่ดินดังกล่าวให้กับหลวงปู่เณรคำ โดยอาจจะบอกกับนางลอนให้ฝากดูแลหลวงปู่ ด้วยไม่ใช้ให้ดูแลเรื่องการสร้างวัดแต่อย่างใด แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีหลักฐานอะไรบ้างที่บอกว่า นางทองมี ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเป็นเจ้าของ ก็ได้รับคำตอบต้องรอเอกสารจากทางวัดป่าขันติธรรมส่งมาก่อน โดยยืนยันว่า มีหลักฐานเป็นหนังสือประวัติของวัดที่ระบุว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของนางทองมีบริจาคให้ และการครอบครองที่ดินสามารถไปตรวจสอบได้ที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งจะมีการระบุว่า ใครเป็นเจ้าของที่ดินตัวจริง แต่หากมีการพูดคุยกับยายลอนได้ กลุ่มลูกศิษย์ก็จะรวบร่วมเงินซื้อที่ต่อจากยายลอน เพื่อความสบายใจแต่ไม่ใช่ เพราะว่ายายลอนเป็นเจ้าของที่ดินแต่เป็นค่าดูแลแทน

<strong>นางณฤดี พีระโรจน์ กล่าวว่า ที่ตนเดินทางมาร่วมแถลงข่าวในวันนี้นั้นก็เพื่ออยากจะชี้แจงกับสื่อว่า ที่มีข่าวออกมาว่าตนเองพาพวกไปข่มขู่นางลอน ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด</strong> เนื่องจากก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นนั้น ตนเองได้ดูข่าวทางทีวี ทราบว่า นางลอนออกมาพูดว่า จะขอเอาที่ดินจากวัดคืน เพราะให้ไปแล้วไม่มีการสร้างวัดขึ้น ตนเองซึ่งรู้จักกับนางลอนมา 5 ปี แล้วจึงได้เดินทางไปหาที่บ้านพักเพื่อจะสอบถามข้อเท็จจริง เมื่อไปถึงก็พบว่านางลอน กำลังจะออกไปข้างนอกพอดี ตนจึงถามจะเอาที่ดินของวัดคืนจริงเหรอ ซึ่งนางลอนก็บอกว่า ตนเองไม่ได้พูด ตนจึงได้ขอร้องให้นางลอนช่วยออกมาแก้ข่าวให้กับทางวัด แต่นางลอนอ้างว่า ป่วย ไม่สามารถไปไหนได้ ตนจึงเดินทางกลับ ไม่ได้เข้าไปข่มขู่แต่อย่าไรตามที่มีข่าวเสนอออกไปก่อนหน้านั้น

<strong>เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขบวนการจ้องทำลายวัดนั้นเป็นกลุ่มใดและมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ดร.สุขุม กล่าวว่า เป็นกลุ่มอดีตลูกศิษย์และกรรมการวัด</strong>โดยหนึ่งในลูกศิษย์เป็นสื่้อมวลชน และเป็นผู้ที่เสียผลประโยชน์จนนำมาสู่การปล่อยข่าวในทางเสียหายต่อหลวงปู่เณรคำ ซึ่งหลังจากนี้ตนเองจะเตรียมนำเอกสารเข้าดำเนินคดีต่อไป (ที่มา  : คมชัดลึก  23 มิถุนายน 2556 )
<h2><strong>แฉพฤติกรรมเณรคำในอเมริกา</strong></h2>
<strong>จับตอแหล “มหาโจร” เณรคำ !</strong>

สมุนออกทีวีบอกว่า “หลวงปู่ไม่รู้ ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่เคยใช้สินค้าแบรนด์เนม คนมีศรัทธาเขาหามาให้ ท่านก็แค่ฉลองศรัทธา” ถามว่าจริงหรือ ?

<strong>โอ้ลั่นล่า..</strong> บักอรหันต์ตัวไหนหนอ โดนยึดพาสปอร์ตไปนานถึง 2 เดือน ?

<strong>เมนูโปรด :</strong> แฮมเบอร์เกอร์

<strong>เครื่องดื่มสุดฮิต :</strong> กระทิงแดง (Red Bull)

แหล่งข่าวแถวๆ วัดไทยแอลเอ รายงานว่า เมื่อ 5-6 ปีก่อน ตอนที่บักเณรคำเดินทางมาปล้นชาวไทยในอเมริกาเป็นครั้งแรกนั้น ได้ขอเข้าพักที่กุฏิหมายเลข 6 (ห้องมุมสุดซ้ายมือ) แต่พักอยู่ได้ไม่กี่วันก็ถูกตะเพิดออกจากวัด เนื่องจากปฏิบัติตัวนอกรีต ตื่นเช้ามาก็เอาแต่โทรศัพท์ไปเมืองไทยเสียงดังโป๊งเป๊ง ไม่สำรวมอากัปกิริยา ใช้ข้าวของมีราคาแพง ซึ่งก็คือสะพายกระเป๋าหลุยส์วิตตองเดินฉุยฉายให้ชาววัดไทยเห็น เป็นที่น่าทุเรศในสายตานั่นแหละ ตอนนั้นบักเซี่ยงเมียงเณรคำยังขู่อาฆาตพระวัดไทยแอลเอไว้ด้วยว่า “ต่อไปจะต้องให้พระวัดนี้กราบตีนกูให้ได้” ใครได้ยินก็อึ้งว่า “มึงนี่เป็นอรหันต์ทำเหี้ยม (ตก-ม) ได้สุดยอดจริงๆ” ตั้งแต่นั้นมาไอ้อรหันต์จัญไรตัวนี้ก็ไม่กล้าเหยียบวัดไทยแอลเออีกเลย หนีไปซุกหัวนอนกับพระกะเทยแถวๆ เมืองวิทเทียร์โน่น

<strong>กระเป๋าหลุยส์</strong> ที่บักเซียงเมี่ยงเณรคำชอบใช้นั้น คนที่หาให้ก็ใช่อื่นไกล ก็คนที่เลื่อมใสในบักเณรคำ เชื่อหัวปักหัวปำว่ามันเป็นอรหันต์ (ตามที่หน้าม้าของบักตัวนี้เป่าหู) เพราะเชื่อ..จึงยอมทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อจะไปสวรรค์นิพพานกับพระอริยบุคคล จึงทุ่มเทใจไม่อั้น จะเอาอะไร เมื่อไหร่ ได้ทั้งนั้น ตอนนั้นใครบังอาจแตะ “อรหันต์เณรคำ” เป็นถูกทีมคุณแม่ด่าแหลก เพราะบังอาจมาด่าบิดาบังเกิดเกล้าเข้า

<strong>แหล่งช็อปสุดโปรดของบักเณรคำนั้นก็คือ ร้านหลุยส์ วิตตอง</strong> ที่ศูนย์การค้า เบฟเวอรี่ ฮิลส์ (louis vuitton beverly hills) สนนราคาที่บักเณรเหี้ยตัวนี้เอาเงินญาติโยมไปถลุงทีร้านแห่งนี้ก็เบาะๆ “หลายล้านบาท” เพราะกระเป๋าสี่เหลี่ยมในรูปที่เห็นนี้มีราคาแค่ 9,000 ดอล่าร์ หรือประมาณ 300,000 บาทเท่านั้นเอง สวรรค์และนิพพานรวมอยู่ในกระเป๋าใบนี้หมดเลยมึง และอื่นๆ อีกนับสิบล่ะ ? มาอเมริกาครั้งใดขนของกลับยังกะเอาไปขาย คนที่ฉิบหายก็พวกสาวกสายงมงายนั่นแหละ กว่าจะไปถึงสวรรค์นิพพานก็ต้องตกนรกไปอีกนาน เพราะฉิบหายกันทั่วหน้า ไอ้ที่โฆษณาว่า “อยู่ใกล้เณรคำแล้วจะรวย” นั้น ก็กลายเป็น “ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งฉิบหาย” มีแต่พวกแก๊งค์วัดป่าขันติธรรมเท่านั้นที่รวยเอาๆ เพราะพวกมึงสุมหัวกันหลอกลวงประชาชน

แก๊งบักเณรคำแถลว่า “หลวงปู่ไม่รู้จัก ไม่ยินดี และไม่เคยใช้สินค้าแบรนด์เนม” แต่แหล่งข่าวกล่าวว่า “ใช่แต่กระเป๋าหลุยส์เท่านั้นที่บักเณรคำชอบใช้ แม้แต่พวงกุญแจและรองตีน เอ๊ย รองเท้า ก็ยังเป็นยี่ห้อ – louis”

“มันบอกมันไม่รู้จักยี่ห้อหลุยส์ และไม่เคยเรียกหลุยส์เลย แต่ญาติโยมเขาได้ยินกันทั่วว่า บักห่านี่คุยโขมงให้โยมคนหนึ่งฟังว่า โยมรู้ไหมว่ารองเท้าแตะคู่นี้ยี่ห้ออะไร ยี่ห้อหลุยส์วิตตองเชียวนะ”

<strong>ไอโฟนตัวละเท่าไหร่ ?  </strong>”ไอโฟนที่จะ Unlock นำกลับไปใช้เมืองไทยนั้น ต้องซื้อถึงตัวละ 800-900 ดอลล่าร์ ไอ้เปรตตัวนี้มันให้สาวกผู้งมงายเหมาซื้อทีละ 10 ตัว ก็บวกลบคูณหารเอาเองว่าสะระตะเป็นเงินเท่าไหร่”

<strong>เรื่องเนียนโครต :</strong> บักเณรคำมันบวชในคณะธรรมยุต แต่เชื่อไหมว่า เมื่อมาถึงอเมริกาแล้ว มันกลับไปขลุกอยู่วัดฝ่ายมหานิกาย กินข้าวกินปลาร่วมสังฆกรรมจนอิ่มหนำสำราญแล้ว จึงค่อยกลับไปร่วมสังฆกรรมกับธรรมยุต ที่มีหัวหน้าอยู่ที่วัดบวรนิเวศต่อไป “น่ารักเนอะ มันบอกว่า อรหันต์ไม่ต้องมีนิกาย”

<strong>อรหันต์ทำกรีนคาร์ด :</strong> แหล่งข่าวกระซิบด้วยว่า ถ้าสืบจริงๆ ก็อาจจะ..นะ อาจจะพบว่า บักอรหันต์ระยำตัวนี้มีกรีนคาร์ดของอเมริกาแล้วก็ได้ เพราะทุ่มเงินทองซื้อรถให้เจ้าอาวาสวัดหนึ่งในแคลิฟอร์เนียขี่ใหม่เอี่ยมอ่อง

<strong>แค่รถ-เครื่องบิน เรื่องจิ๊บจ๊อย :</strong> แหล่งข่าวยังเล่าว่า ไอ้อรหันต์จัญไรตัวนี้ ยังมีทีเด็ดกว่านั้น นั่นคือ ซื้อเรือยอร์ชไว้เที่ยวทะเล แต่พวกหนังสือพิมพ์มัวสนแต่เครื่องบินอย่างเดียว

Benz ทะเบียน CA-5WBY425 <strong>พาหนะช็อปปิ้ง</strong>ของบักเณรคำ วิ่งอื๊ดอืด นำอรหันต์กลับมา<strong>แดกข้าวเอาตอนบ่าย</strong>สองบ่ายสาม เป็นอกาลิโก

<strong>บ้านเลขที่ 32140 Ortega Hwy. Lake Elsinore CA 92530  </strong>ขอให้สืบดูว่าเจ้าของบ้านชื่ออะไร อาจจะไม่ใช่ปุถุชนก็เป็นได้

แต่ยังมีมีเด็ดมากไปกว่านั้น เมื่อแหล่งข่าวกระซิบว่า บ้านที่เลคเอลซะนอร์นั้น แท้ที่จริงแล้วก็เป็นชื่อของ “บักอรหันต์จอมลวงโลกตัวนี้” อีกต่างหากด้วย

<strong>จริงหรือไม่ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ลองลงพื้นที่แถวๆ แอลเอ ดูสักทีสิ จะได้อะไรที่มันชัดเจนกว่านี้ อย่ามัวแต่วิ่งเข้าวิ่งออกดัลลัสบ้านลูกบ้านเมียอยู่เลย งานพระศาสนาสาละวันเตี้ยลงทุกวันเพราะพวกนายเอาแต่ปัดสวะอยู่ในห้องแอร์</strong>  (กระทู้โดย: “อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ” WAT THAI LAS VEGAS U.S.A )
<h2><strong>เจ็ดวันบรรลุธรรม !</strong></h2>
<strong>พศ.แฉ “สุขุม” ยอมรับ เพิ่งเข้ามาช่วยงาน</strong>

เมื่อเวลา 13.30น. ที่ห้องประชุม 310 อาคารรัฐสภา 2 รัฐสภา คณะ กรรมาธิการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ได้เชิญตัวแทนจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และตัวแทนจากทางกลุ่มลูกศิษย์พระวิรพลเข้ามาชี้แจงกรณีข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับตัวของหลวงปู่เณรคำ โดยมี นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการศาสนาฯ คนที่สาม เป็นประธานการประชุม และให้ผู้แทนจากทั้งสองกลุ่มเข้าชี้แจงคนละรอบ ซึ่งทางผู้แทนจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯเป็นฝ่ายเข้าชี้แจงก่อน

ขณะที่นายวิรอด ไชยพรรณนา ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ (พศจ.ศรีสะเกษ) กล่าวว่า ทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะสงฆ์จ.ศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ได้กำหนดให้หลวงปู่เณรคำ มาชี้แจงข้อเท็จจริงภายในวันที่ 30 มิ.ย. นี้ หากไม่เดินทางมาภายในวันที่กำหนด จะมีการหารือถึงแนวทางในการดำเนินการต่อไป พร้อมกันนี้พศจ.ศรีสะเกษ ยังได้ทำหนังสือแจ้งไปยังพล.ต.จตุรานนท์ สิงหเดช อยู่บ้านเลขที่ 99/9 หมู่ที่ 11 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ขออนุญาตสร้างวัดป่าขันติธรรม ว่าจะยังยืนยันในการขออนุญาตสร้างวัดบนพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่

จากนั้นทางคณะกรรมาธิการศาสนาฯ วุฒิสภา ยังตั้งข้อสังเกตในกลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ ที่ออกมาชี้แจงในแต่ละครั้ง จึงมีการสอบถามในการประชุมถึงผลการประชุมของคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่มีการเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงในเรื่องหลวงปู่เณรคำเช่นกัน ซึ่งที่ประชุมได้สอบถามไปยังนายบุญเชิด กิติธรางกูร ผอ.ส่วนกิจการคณะสงฆ์ สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สํานักงานพระพุทธศาสนาฯ ซึ่งเข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ด้วย โดยนายบุญเชิด กล่าวว่า นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ซึ่งเข้าชี้แจงในฐานะตัวแทนของที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม ยอมรับในที่ประชุมดังกล่าวว่าเพิ่งเข้ามาช่วยงานกับทางที่พักสงฆ์ขันติธรรมเพียง 7 วัน เท่านั้น (ที่มา : คมชัดลึก 28 มิถุนายน 2556 )
<h2><strong>21กระทง จ่อคอหอยเณรคำ! สงกรานต์แจ้งซ้ำ</strong></h2>
<strong>เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.</strong> ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) <strong>นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์</strong> เข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. เพื่อขอให้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม กรณีหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสำนักสงฆ์ขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ที่มีการกระทำที่เข้าข่ายขัดต่อพระธรรมวินัย และเป็นความผิดคดีอาญาหลายประเด็น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เคยเข้าร้องเรียนขอให้ บก.ป.ตรวจสอบการกระทำที่ขัดต่อพระธรรมวินัย และขัดต่อกฎหมายไว้แล้ว 13 ประเด็น โดยทำหนังสือร้องเรียน พร้อมกับนำภาพถ่ายและเอกสารต่างๆ อาทิ คำให้การต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ใบประเมินราคาทองคำจากผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ มอบไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาดำเนินการ

<strong>นายสงกรานต์ กล่าวว่า จากกรณีพระวิรพล สุขผล หรือ หลวงปู่เณรคำ ร่วมกับบริษัท ขันติธรรมก้าวหน้า จำกัด และพวก</strong> ได้กระทำการที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา หลายประเด็น ซึ่งตนเคยเข้าร้องเรียนให้ทาง บก.ป.ตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้แล้ว 13 ประเด็น ขณะนี้ ได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบการกระทำที่น่าจะเข้าข่ายความผิดเพิ่มเติมอีก 8 ประเด็น ประกอบด้วย

<strong>1. การออกใบสำคัญรับเงิน หรืออนุโมทนาบัตร หรือเอกสารอื่นใดที่แสดงว่าได้รับเงินหรือทรัพย์สินจากการบริจาค หรือเรี่ยไร ของหลวงปู่เณรคำ หรือบริษัท ขันติธรรมฯ มีหรือไม่</strong>

<strong>2. บุคคล หรือนิติบุคคล ที่หลงเชื่อโฆษณาการจัดสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ของหลวงปู่เณรคำ หรือบริษัท ขันติธรรมฯ นั้น มีหลักฐานการส่งมอบทรัพย์สินต่างๆ หรือไม่ เช่น ใบนำฝากเงิน สลิปการโอนเงิน ฯลฯ</strong>

<strong>3. ผู้รับเหมาก่อสร้างองค์พระแก้วมรกต หรือถาวรวัตถุในสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ และสาขาอื่นๆ ได้จดแจ้งสถานะของสำนักสงฆ์เป็นเช่นไร เกี่ยวกับสถานะการจัดสร้างองค์พระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ว่าได้รับพระบรมราชานุญาต แล้วหรือไม่</strong>

<strong>4. ทรัพย์สินต่างๆ ที่ได้รับบริจาค หรือเรี่ยไร หลวงปู่เณรคำ หรือบริษัท ขันติธรรมฯ ได้นำไปมอบให้ หรือยักย้าย ถ่ายเท หรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยใช้ชื่อบุคคล หรือนิติบุคคล เป็นผู้ถือครอง หรือมีผู้ถือกรรมสิทธิแทนหรือไม่</strong>

<strong>5. การขอรับเงินบริจาค หรือเรี่ยไร ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ และหากได้รับอนุญาต มีระยะเวลากำหนดเริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อใด ตลอดจนในใบอนุญาตก็จะต้องระบุปริมาณเงินที่ประสงค์จะรับบริจาค หรือเรี่ยไร ไว้ด้วย โดยใบอนุญาตดังกล่าวจะออกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย</strong>

<strong>6. การใช้ชื่อ รพ.ร้อยเอ็ด รับเงินบริจาค หรือเรี่ยไร โดยมีชื่อหลวงปู่เณรคำ ในการโฆษณารับบริจาคเพื่อสร้างอาคารสูง มีการเปิดบัญชีธนาคาร โดยทาง ผอ.รพ.ดังกล่าว มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ และจำนวนเงินในบัญชีมีเท่าใด รวมทั้งได้นำเงินไปใช้ตามที่โฆษณาไว้หรือไม่</strong>

<strong>7. การใช้ชื่อวัดป่าขันติธรรม ไปโฆษณาชวนเชื่อหรืออวดอ้างต่อประชาชน โดยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีสถานะเป็นวัด แต่อย่างใด และยังไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ให้มีชื่อเป็นวัดป่าขันติธรรม โดยให้ประชาชนหลงเชื่อบริจาคเงิน หรือทรัพย์สิน จึงเป็นการเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ประชาชนทราบ ทำให้ผู้อื่น หรือประชาชนได้รับความเสียหาย และ</strong>

<strong>8. เรื่องของการรับเงิน และทรัพย์สินที่เกิดความเสียหายชัดแจ้ง ปรากฏพยานหลักฐานจาก 2 กรณี คือ 8.1 กรณีการจัดพิธี “มหากฐินทาน” โดยจัดทำต้นกฐินสูง 9 เมตร 36 ต้น ได้รับเงินบริจาคกว่า 100 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2553 และ 8.2 หลวงปู่เณรคำ ได้กล่าวในพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างมหาวิหารคลุมองค์พระแก้วมรกต ระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน 2554 มีใจความว่า ทองคำที่รับบริจาคมากว่า 2 ปี มีจำนวนกว่า 8,000 กิโลกรัม จึงได้ประสานร้านทองคำซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำนวณปริมาณทองคำกับราคาขาย ซึ่งพบว่า ทองคำกว่า 8,000 กิโลกรัม นั้น มีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล</strong>

นายสงกรานต์ กล่าวอีกว่า การร้องเรียนในประเด็นต่างๆ เพิ่มเติมในครั้งนี้ อยากให้ทางตำรวจ บก.ป.ช่วยสืบสวนสอบสวน และหากพบว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดคดีอาญา ก็ขอดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามความผิดใน<strong>ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน</strong> ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และความผิดในฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ขณะที่ พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า ได้รับเรื่องไว้โดยจะเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ที่มีการร้องเรียนดังกล่าว เบื้องต้นได้มอบหมายพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป.รับไว้ดำเนินการ อย่างไรก็ดี ทางตำรวจ บก.ป.ยืนยันว่าพร้อมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะมีการแจ้งผลการสืบสวนสอบสวนประเด็นต่างๆ ให้ทราบต่อไป  (ที่มา : เดลินิวส์ 28 มิถุนายน 2556 )
<h2><strong>สำนักพุทธฯชี้ 3 ช่อง จัดการปัญหาเณรคำ</strong></h2>
<strong>1. ถ้าพบว่าประพฤติผิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ แม้ไม่ถึงปาราชิกก็สั่งสึกได้</strong>
<strong>2. ไม่มีสังกัดเป็นหลักแหล่ง ก็สามารถสั่งสึกได้</strong>
<strong>3. ต้องคดีอาญา ก็สามารถสั่งสึกได้</strong>

เห็นหรือยังว่าข้าราชการไทยเรานั้นอัจฉริยะปานใด เขามอมเมาประชาชนมาเป็นสิบปี ได้เงินไปเป็นพันล้าน ถามพระสังฆาธิการและสำนักพุทธฯ กลับไม่มีใครรู้อะไรเลย แค่ต้นสังกัดยังไม่รู้ พอข่าวดัง สังคมกดดัน ก็แสดงอัจฉริยภาพได้ไม่ต่างไปจากอรหันต์เณรคำเท่าใดนัก น่านับถือจริงๆ ข้าราชการไทย

<strong>”กมธ.ศาสนา” ถกปม “หลวงปู่เณรคำ” จี้ “สำนักพระพุทธศาสนา” เร่งดำเนินการ</strong>

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ซึ่งมีนายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ สว.สรรหา รองประธานคณะกรรมาธิการศาสนาฯ คนที่ 3 เป็นประธานในการประชุม ได้ประชุมพิจารณาเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระวิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ นั่งเครื่องบินเจ็ต มีภาพถ่ายนอนคู่กับสีกา และใช้สิ่งของที่มีราคาแพง โดยได้เชิญนายวิรอด ไชยพรรณา ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา จ.ศรีสะเกษ นายกนก แสนประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และดร.สุขุม วงประสิทธิ์ ผู้แทนสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม เข้าร่วมประชุม

นายกนก กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าหลวงปู่เณรคำเป็นพระจริง ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขณะนี้ได้เรียกพระภิกษุสงฆ์เข้ามารายงานแล้ว โดยถ้าไม่มารายงานก็จะมีกระบวนการทางสงฆ์ ทั้งนี้ในการตรวจสอบต้องดูว่ามีการละเมิดพระธรรมวินัยอย่างไร ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าละเมิดมากก็จะให้สึก อย่างไรก็ตาม ตามระเบียบการสร้างวัด ในการสร้างวัดให้เสร็จไม่จำเป็นต้องมีโบสถ์ แค่มีกุฎิพระให้อยู่ได้ และมั่นคง มีพระจำพรรษาก็ตั้งวัดได้ ส่วนกรณีการอวดอ้างทางธรรมต้องให้คณะกรรมการสงฆ์พิจารณา ส่วนการดูุแลเงินทางสำนักงานพระพุทธศาสนาได้ประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าไปตรวจสอบแล้ว แต่หากหลวงปู่เณรคำไม่เดินทางกลับมา การสอบสวนก็สามารถดำเนินการได้ และหากตรวจสอบแล้วว่าผิดจริงก็จะสั่งให้สึกทันที

ขณะที่นายวิรอด กล่าวว่า วัดป่าขันติธรรมสถานะจริงคือ เป็นที่พักสงฆ์ ยังไม่ได้มีการขออนุญาตตั้งเป็นวัด และจากที่สื่อมวลชนรายงานข่าวพบว่า มีการนำป้ายวัดป่าขันติธธรรมออกแล้ว และเปลี่ยนเป็นที่สำนักสงฆ์แทน ทั้งนี้ เรื่องสถานะภาพของหลวงปู่เณรคำ หนังสือสุทธิยังไม่เห็น อย่างไรก็ตามสำนักงานพระพุทธศาสนาได้เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด และได้ส่งเรื่องให้คณะจังหวัดแล้ว ซึ่งทางคณะจังหวัดก็ได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา ส่วนเรื่องของการสร้างพระแก้วมรกตนั้น การขออนุุญาตยังไม่มี ไม่ทราบว่ามีเจตนาอย่างไร และเรื่องของการตรวจสอบว่ามีประพฤติกรรมไม่เหมาะสมผิดหรือไม่ ก็กำลังตรวจสอบอยู่เช่นกัน

ทั้งนี้ ในที่ประชุมกรรมาธิการฯหลายคนได้ตั้งข้อสงสัย พร้อมได้ซักถามว่า สำนักพระพุทธศาสนาจะมีการดูแลเรื่องที่หลวงปู่เณรคำได้พูดในสิ่งที่ไม่สมควรพูดอย่างไร ทั้งยังได้แนะอีกว่า สำนักพระพุทธศาสนาต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น และวัดไม่ต้องไปสร้างเพิ่มอีก แต่ให้เอาวัดที่ร้างมาบูรณะใหม่แทน ทั้งนี้ยังได้แนะด้วยว่าเรื่องนี้ต้องทำให้เร็วเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา ซึ่งสำนักพระพุทธศาสนาจึงมีความสำคัญมาก
(ที่มา : คมชัดลึก 28 มิถุนายน 2556 )
<h2><strong>แฉนายสุขุมโฆษกเณรคำเป็นด๊อกเตอร์เก๊</strong></h2>
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีสังคมเกิดข้อสงสัยและตรวจสอบกลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำที่ออกมาปกป้อง ภายหลังหลวงปู่เณรคำถูกสังคมตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะนายสุขุม วงศ์ประสิทธิ์ แกนนำลูกศิษย์ ที่ประกาศตนเป็นด็อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ซึ่งอาจเป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าข่ายยังไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า พศ.ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนให้ตรวจสอบมหาวิทยาลัยดังกล่าว เพราะอาจมีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนและพระสงฆ์ เนื่องจากมีการเรียกรับเงินประชาชนและพระสงฆ์เข้ารับปริญญาและตำแหน่งทางวิชาการประมาณ 15,000 – 300,000 บาท

“ผมทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แล้วว่าขอให้ตรวจสอบมหาวิทยาลัยดังกล่าว ว่าได้มีการขอนุญาตจัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และเมื่อเร็วๆนี้ สกอ.ก็ได้ทำหนังสือตอบกลับมาแล้วว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา จึงไม่มีอำนาจให้ปริญญาบัตรแก่บุคคลใด” ผอ.สำนักพุทธฯ กล่าว

นายนพรัตน์ กล่าวอีกว่า ในหนังสือตอบกลับยังระบุอีกว่า การใช้คำว่ามหาวิทยาลัยโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าผิดกฎหมาย ดังนั้น การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาได้ แต่พฤติกรรมของสถาบันดังกล่าว ตนยังไม่อยากระบุว่าเป็นการหลอกลวง ต้องดูว่าได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งที่ต่างประเทศหรือไม่ หากจดทะเบียนถูกต้อง การให้ปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ก็ไม่ขัดต่อกฎหมาย และที่ผ่านมาก็มีพระสงฆ์มีชื่อเสียงหลายรูปเข้ารับปริญญากิตติมศักดิ์กับมหาวิทยาลัยดังกล่าว

นายนพรัตน์ กล่าวด้วยว่า ขณนี้ตนได้ทำหนังสือเวียนไปยังเจ้าคณะภาค เพื่อแจ้งถึงสถานภาพของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกว่าไม่ได้อยู่ในกำกับของ ศธ. ดังนั้นหากมีการติดต่อมาขอเรียกรับเงิน เพื่อแลกกับปริญญากิตติมศักดิ์ก็ขอเป็นดุลพินิจของแต่ละบุคคล

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ได้อยู่ในสังกัดของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย หากมีการนำชื่อของมหาวิทยาลัยมาโฆษณาให้ทุกคนหลงเชื่อแล้วจ่ายเงิน เพื่อให้ได้ปริญญาถือว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชน หากผู้ใดนำตำแหน่งทางวิชาที่ได้รับจากสถาบันนี้มาใช้หาประโยชน์ใส่ตัว เช่น ด็อกเตอร์หรือปริญญาเอกถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าถูกจับได้จะไม่มีใครเชื่อถือหรือเสื่อมศรัทธาคนที่นำไปใช้เอง เรื่องนี้ สกอ.กำลังตรวจสอบ เพื่อดำเนินการกับสถาบันแห่งนี้ต่อไป (ที่มา : ผู้จัดการ 30 มิถุนายน 2556 )
<h2><strong>เตรียมยื่นฎีกาในหลวงขอพระราชทานโทษให้เณรคำ</strong></h2>
<strong>วันที่ 30 มิ.ย. ที่พักสงฆ์ขันติธรรม</strong> หรือ วัดป่าขันติธรรม ตำบลยาง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ <strong>นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานองค์กรเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม</strong> ศิษย์หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 29 มิถุนายน 2556 <strong>พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ได้ให้พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต เข้ามาปรึกษาหารือกับ หลวงพ่อปานขาว</strong> ซึ่งถือเป็นรักษาการประธานที่พักสงฆ์ขันติธรรม โดยจากการปรึกษาหารือกันแล้วพระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ได้รับข้อเสนอของหลวงพ่อปานขาว และให้ตนนำข้อเสนอดังกล่าวส่งไปยังมหาเถระสมาคม ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดมีอยู่ 3 ข้อหลัก และอีก 6 ข้อย่อย ประกอบด้วย

<strong>1.ตลอดระยะเวลาที่เกิดข่าวและเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ปรากฏข้อใดที่หลวงปู่เณรคำ ขัดต่อพระธรรมวินัย</strong> ซึ่งก็ขอให้ทางเถระสมาคมได้ออกมาแถลงการณ์ชี้แจงว่า หลวงปู่เณรคำ ผิดพระธรรมวินัยข้อใด เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนได้เข้าใจ

<strong>2.ตนจะรับหน้าที่ดำเนินการหาความจริงในเรื่องที่มีภาพหลวงปู่เณรคำถูกตัดต่อนอนอยู่กับผู้หญิง</strong>เพื่อจะนำมาชี้แจงต่อประชาชน ซึ่งจริงๆ แล้ว ในเรื่องนี้มีการยืนยันจากฝ่ายเทคนิคแล้วว่าภาพนั้นเป็นภาพถูกตัดต่อจริง

<strong>3.ในเรื่องจัดตั้งวัด ทางคณะกรรมการหมู่บ้านจะรีบรวบรวมข้อมูล และประสานงานขอจัดตั้งที่แห่งนี้ให้เป็นวัดอย่างเป็นทางการ</strong> โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงแนะนำในการดำเนินการขอจัดตั้งสร้างวัด

<strong>3.1 ในเรื่องทรัพย์สินของวัดทั้งหมด ทางเราจะมีการดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดให้มีการทำบัญชี </strong>ทั้งบัญชีรับเก่า ทั้งบัญชีรับใหม่ ทั้งหนี้สินที่เกิดขึ้น เพื่อรวบรวมให้เป็นตัวบัญชีโดยสมบูรณ์ให้เร็วที่สุด

<strong>3.2 จะดำเนินการกับผู้ที่ปล่อยภาพอันไม่เหมาะสมของหลวงปู่เณรคำ ตามกฎหมาย</strong> โดยจะมีการเชิญนักกฎหมายระดับโลกและนักกฎหมายที่มีจรรยาบรรณมาดำเนินการกอบกู้ชื่อเสียงของหลวงปู่เณรคำกลับมา

<strong>3.3 เราจะดำเนินการให้มีการนำมูลนิธรรมมาดำเนินการให้ถูกต้อง </strong>เพื่อรองรับการทรัพย์สินของวัดที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทรัพย์สินตรงนี้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างแท้จริง ซึ่งเราจะใช้เพียงดอกผลเท่านั้น

<strong>3.4 จะดำเนินการจัดตั้งกองทุนที่จะทำสื่อธรรมะ หรือกองทุนกอบกู้ชื่อเสียงหลวงปู่เณรคำ ในรูปแบบบ้านวิมุตติธรรม</strong> เพื่อให้ธรรมะของหลวงปู่ได้มีการเผยแพร่ไปสู่ทุกหลังคาเรือนทุกๆ จังหวัด ในประเทศและต่างประเทศ

<strong>3.5 ถ้าวันที่ 5 ธันวาคม นี้ มีการดำเนินการก่อตั้งวัดและมูลนิธิเสร็จสมบูรณ์ จนไม่มีเรื่องมลทินแล้ว ทางเราจะมีการกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตจัดงานในวันที่ 5 ธันวาคม</strong> และจะถือโอกาสฉลององค์พระมรกตจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในวันนั้นด้วย และ
<strong>3.6 หากหลวงปู่เณรคำ และทางวัด ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือมีการทำลายกันอย่างต่อเนื่อง ทางเราก็จะมีการทำหนังสือถวายฎีกาต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ</strong> เพื่อที่จะขอให้พระองค์ได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อที่จะได้ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และองค์หลวงปู่เณรคำ ต่อไป

ส่วนการที่หลวงปู่เณรคำยังไม่กลับมานั้น เนื่องจากเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับการคลี่คลายก่อน เพราะท่านเป็นพระที่มีประชาชน ญาติโยม เคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก วันนี้ท่านจะมาต้องจัดการปัญหาต่างๆ ให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อให้ท่านกลับมาอย่างสง่างาม และตอนนี้ท่านกำลังปฏิบัติภาระกิจที่สำคัญอยู่ คือการรวบรวมนิกายของพระพุทธศาสนาทุกนิกายที่อยู่ในประเทศยุโรปให้รวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งท่านไม่ได้เดือดร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยต่อไป ( ที่มา : มติชน  01 กรกฎาคม 2556 )
<h2><strong>กรรมาธิการศาสนาส่งสายสืบลงพื้นที่หาข้อมูลเณรคำ</strong></h2>
<strong>กมธ.ศาสนา ส่งสายลงพื้นที่วัดป่าขันติธรรมแบบลับ พบมินิมาร์ทใกล้ที่พักสงฆ์</strong>

นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังชล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ถึงกรณี การติดตามความคืบหน้าพฤติกรรมไม่เหมาะสมของ พระวิระพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม ว่า ขณะนี้ได้ให้ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการรายหนึ่งลงพื้นที่แบบลับ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมทั้งในส่วนต่างๆ ทั้งที่มาที่ไป ของการสร้างวัดป่าขันติธรรมว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก็ได้รายงานเบื้องต้นมาว่า มีที่พักสงฆ์สร้างด้วยปูน 4 – 5 หลัง มีมินิมาร์ทอยู่ใกล้เคียง มีหอประวัติบอกเล่าอภินิหาร ของหลวงปู่เณรคำ และยังมีตู้เซฟรับบริจาคขนาดใหญ่ขนาด 2 x 2 เมตร เพื่อรับบริจาคทั้งเงินและทอง ส่วนในเรื่องเส้นทางการเงินการรับบริจาค แม้ว่าวัดป่าขันติธรรมไม่มีใบอนุญาตทำให้สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติตรวจสอบไม่ได้ แต่คณะ กมธ. พุทธศาสนาก็มองว่า สามารถหาข้อมูลได้จากสถาบันทางการเงิน หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากการรับบริจาคของวัดป่าขันติธรรมนั้นส่อไปทางทุจริต โดยจะให้สายที่ลงพื้นที่นั้นมารายงานผลการลงพื้นที่ให้แก่คณะกรรมธิการรายอื่นฟังในวันที่ 3 ก.ค. เวลา 14.00 น. เพื่อนำมาพิจารณาประกอบกับรายงานสำนักพุทธแห่งชาติต่อไป   (ที่มา : มติชน 02 กรกฎาคม 2556 )
<h2><strong>อายัดทรัพย์เณรคำ 16 บัญชี </strong>(มติชน  03 ก.ค 56)</h2>
<strong>วันที่ 2 ก.ค. ร.ต.อ.หญิงสุวณีย์ แสวงผล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)</strong> กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณี<strong>นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยื่นเรื่องให้ ปปง.</strong> ตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำธุรกรรมทางการเงินของพระวิระพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ กับพวก ว่าภายหลังตรวจสอบฐานข้อมูลธุรกรรม 16 บัญชีของหลวงปู่เณรคำและพวก ตามที่เครือข่ายพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยื่นไว้ พบชัดเจน 10 บัญชี เป็นของหลวงปู่เณรคำและเครือข่าย มีกระแสเงินหมุนเวียนมากกว่า 200 ล้านบาท และเงินมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาแทบทุกวัน เบื้องต้นถือเป็นบัญชีที่มีเหตุอันควรสงสัย จึงขอเตือนเครือข่ายหลวงปู่เณรคำ และหลวงปู่เณรคำ อย่าเคลื่อนย้ายทรัพย์สินในบัญชีเด็ดขาด เพราะจะเข้าข่ายการฟอกเงินทันที ซึ่งจะมีความผิดทางอาญา โทษจำคุก 2-10 ปี หากยักย้ายหลายครั้งก็จะผิดหลายกรรมหลายวาระ และถ้ามีการนำเงินไปซื้อรถหรือเครื่องบินใดๆ ทรัพย์นั้นก็จะผิดฐานฟอกเงิน และต้องถูกยึดอายัดเช่นกัน หากเป็นเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน

รองเลขาธิการ ปปง. กล่าวอีกว่า รายงานธุรกรรมที่พบเงินหมุนเวียนมากกว่า 200 ล้านบาทนี้ เฉพาะรายงานที่มีการทำธุรกรรมมากกว่า 2 ล้านบาทในแต่ละครั้งที่กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินต้องแจ้งกับ ปปง. ยังไม่รวมธุรกรรมอื่นๆ ที่มีการเคลื่อนไหวในวงเงินต่ำกว่า 2 ล้านบาทในแต่ละครั้ง มั่นใจจากข้อมูลที่มีอยู่ค่อนข้างชัดเจนว่าว่าหลวงปู่เณรคำและเครือข่ายมีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามมูลฐานกฎหมายฟอกเงิน ด้วยการฉ้อโกงประชาชน ในโครงการต่างๆ ทั้งการจัดสร้างพระแก้ว เปิดบัญชีหลอกให้ประชาชนมาบริจาคเงิน โครงการจัดสร้างโรงพยาบาล ซึ่งในสัปดาห์หน้า ปปง. จะจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ที่วัดป่าขันติธรรม เพื่อรวบรวมประจักษ์พยาน จากนั้นจะรายงานเข้าสู่คณะกรรมการธุรกรรมในวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 เพื่อให้มีการมอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งจะตรวจสอบเครือข่ายและบุคคลที่ปรากฏตามข่าวว่ามีความสัมพันธ์เป็นภรรยาและลูกของพระวิระพลด้วย

นอกจากนี้จะประสานข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยในเวลา 13.30 น. วันนี้ นายสงกรานต์และเครือข่ายพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติฯ จะเข้ายื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อ ปปง.  (ที่มา : มติชน  03 กรกฎาคม 2556 )
<h2><strong>กองปราบปรามรับคดีเณรคำ</strong></h2>
<strong>ผบก.ป.สั่งตรวจสอบ “สำนักขันติธรรม-บ้านเดิม” หลวงปู่เณรคำ กระทำขัดพระธรรมวินัยหรือไม่</strong>

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.กล่าวถึงกรณีที่ นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. เพื่อขอให้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิรพล สุขผล ประธานสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีการกระทำที่เข้าข่ายขัดต่อพระธรรมวินัย และความผิดในคดีอาญา รวม 21 ประเด็น โดยนำเอกสารและภาพถ่ายต่างๆ มามอบไว้เป็นหลักฐาน ว่า ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.เอกพล พลมณี รอง ผกก.3 บก.ป.เข้าตรวจสอบพื้นที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ ใน จ.ศรีสะเกษ และที่บ้านพักเดิมของหลวงปู่เณรคำ ที่ จ.ยโสธร พร้อมทั้งสอบปากคำพยานซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว   (ที่มา : มติชน  03 กรกฎาคม 2556 )
<h2><strong>ม.ราชภัฏอุบลเตรียมยึดคืนดุษฎีบัณฑิตเณรคำ</strong></h2>
4 กรกฎาคม 2556

ศูนย์ข่าวขอนแก่น – <strong>ม.ราชภัฏอุบลราชธานีเล็งถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากเณรคำหลังข่าวฉาวกระฉ่อนทั่วโลก หวั่นกระทบภาพลักษณ์สถาบัน แต่ต้องรอผลการสอบวินัยธุรกรรมการเงินจาก ปปง. อย่างเป็นทางการก่อน</strong>

จากกรณีที่ปี 2553 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีได้จัดพิธีถวายปริญญาบัตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา แก่หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ โดย ดร.พิศิษฐ์ วรอุไร นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และ ผศ.ชัยวัฒน์ บุณฑริก อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี นำไปถวายถึงวัดป่าขันติธรรมนั้น แต่หลังจากมีข่าวพฤติกรรมลวงโลก ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าทางมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีจะดำเนินการอย่างไรเพื่อรักษาเกียรติภูมิของสถาบัน

ล่าสุดวันนี้ (3 ก.ค.) ผศ.ประชุม ผงผ่าน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยได้หารือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีษะเกษแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเพื่อไม่ให้กระทบภาพลักษณ์ของสถาบัน ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีษะเกษได้ให้คำแนะนำว่าให้รอผลการสอบพระธรรมวินัยจากคณะกรรมการ ซึ่งได้มีการแต่งตั้งไปแล้ว และอยู่ระหว่างการสอบหาข้อเท็จจริง

โดยคณะกรรมการจะสอบใน 3 ประเด็น คือ การจัดตั้งวัด การจัดสรรเงินบริจาคว่าใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ขอรับบริจาคหรือไม่ และการตรวจสอบกรณีข้อร้องเรียนเรื่องมีภรรยาและบุตร

นอกจากนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ (ปปง.) ซึ่งจะสอบธุรกรรมการเงินของหลวงปู่เณรคำ โดยข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีกว่า 10 บัญชีที่มีเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาท

หลังจากได้ผลสรุปการสอบข้อเท็จจริงจากทั้ง 2 หน่วยงานแล้ว หากพบว่าหลวงปู่เณรคำมีพฤติกรรมมิชอบ ผิดพระธรรมวินัย และทำธุรกรรมทางการเงินโดยทุจริตจริง จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีให้ใช้อำนาจถอดถอนการถวายปริญญาบัตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลวงปู่เณรคำ เพราะถือว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการยกย่องอีกต่อไป

ผศ.ประชุมกล่าวว่า ช่วงที่มีการถวายปริญญาบัตรแก่หลวงปู่เณรคำนั้น ตนไม่มีส่วนรับรู้ด้วยเพราะเป็นภารกิจของอธิการบดีคนเก่า ตนเพิ่งมารับตำแหน่งแทนเมื่อเดือนมกราคม 2556 สำหรับมูลเหตุที่ถวายปริญญาบัตรมีเหตุผลประกอบ คือ บุคคลผู้นั้นทำคุณประโยชน์ต่อสาธารณชนต่อเนื่อง และทราบว่าช่วงที่หลวงปู่เณรคำพักอยู่สำนักสงฆ์ขันติธรรมได้มาบรรยายธรรมให้คณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรของสถาบันเป็นประจำทุกปี และมีการมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาในช่วงที่มีชื่อเสียง ส่วนการบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างถาวรวัตถุแก่มหาวิทยาลัยนั้นตรวจสอบแล้วไม่พบข้อมูล
(ที่มา : ผู้จัดการ  4 กรกฎาคม 2556 )
<h2><strong>กมธ.ศาสนาตั้งข้อหานายสุขุมศิษย์เณรคำ</strong></h2>
<strong>กมธ.ศาสนาฯ สภาตั้งข้อสังเกต “ลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ” กล่าวเท็จ เล็งเอาผิด</strong>

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสันต์ศักย์ งามพิเชษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังชล ประธาน กมธ.เป็นประธานพิจารณาต่อเนื่องในประเด็นวัตรปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของพระวิรพล ฉัตติโก หรือ หลวงปู่เณรคำ ประธานที่พักสงฆ์ขันติธรรม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ทั้งนี้ ในที่ประชุมเป็นการหารือระหว่าง กมธ.และที่ปรึกษา โดยไม่ได้เชิญบุคคลใดมาให้การชี้แจงเพิ่มเติม ซึ่งก่อนเข้าสู่การหารือ ที่ปรึกษาประธาน กมธ.ได้สรุปข้อมูลที่ได้ลงพื้นที่สำนักสงฆ์ขันติธรรมช่วงที่มีพิธีห่มผ้าฤดูฝนพระแก้วมรกตจำลองว่า ช่วงที่ไปไม่ค่อยมีญาติโยมที่เป็นในพื้นที่ มีแต่สื่อมวลชนและคนจากจังหวัดอื่น แต่ก็ไม่มาก 100 กว่าคน โดยบริเวณสำนักสงฆ์มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ มีตู้บริจาคแบบนิรภัยกว่า 20 ตู้ มีตู้ขนาดใหญ่ ขนาด 2×2 เมตร จำนวน 2 ตู้ ขอรับบริจาคสร้างเครื่องทรงพระแก้วมรกตจำลอง นอกจากนี้ ภายในศาลาอเนกประสงค์ยังมีภาพถ่ายของพระวิรพลจำนวนมาก ทั้งภาพข่าวที่เคยจัดผ้าป่าได้ 20 หรือ 50 ล้านบาท ตลอดจนรูปที่ทำให้เชื่อว่าพระวิรพลมีความพิเศษมีรูปเข้าเฝ้า เป็นต้น

พระครูพิศาลสรนาท รองหัวหน้าฝ่ายนโยบายและแผน กองธรรม จากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในฐานะที่ปรึกษา กมธ. กล่าวว่า ตนขอให้พระวิรพลเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวมีข้อยุติ เพราะขณะนี้เรื่องจะขยายออกถึงการตรวจสอบบัญชีทางการเงินอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการตรวจสอบความไม่เหมาะสมทางคณะสงฆ์ที่ถูกแต่งตั้งอยู่ระหว่างดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมฝากไปถึงพระสงฆ์ที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะโต้วาที เพราะอาจจะทำให้เกิดความแตกแยกในวงการพระพุทธศาสนา

ขณะที่นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะโฆษก กมธ.ได้มีการหารือถึงประเด็นที่นายสุขุม วงประสิทธิ์ ประธานองค์กรเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ศิษย์หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก มาชี้แจงต่อ กมธ.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีลักษณะของการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จและไม่รู้เป็นด็อกเตอร์จริงหรือเปล่า จึงอยากให้ กมธ.เอาผิดกับนายสุขุม  นอกจากนี้ เห็นว่าต้องเร่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตอบข้อสงสัยของของ กมธ.ที่ได้มีหนังสือถามไปเกี่ยวกับพระวิรพล เพราะไม่เช่นนั้นงานของ กมธ.จะเดินต่อไปไม่ได้ หากยังต้องรอข้อมูลของ พศ.

ด้านนายชินวัฒน์ หาบุญพาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ. เล่าถึงพฤติกรรมของนายสุขุมว่า ไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น กมธ.ควรร่วมมือกับหน่วยงานทางกฎหมายเพื่อดำเนินการกับนายสุขุม เพราะก่อนหน้านี้นายสุขุมและเพื่อนที่ชื่อนายวิโรจน์ ซึ่งไม่ขอระบุนามสกุลได้หลอกลวงประชาชนในหลายเรื่อง

นายชินวัตร กล่าวว่า ตนรู้จักกับนายสุขุมผ่านทางนายวิโรจน์ เพราะอ้างว่าเป็นประธานสภาวิทยุชุมชนจำนวน 7,000 แห่ง ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ (นปช.) บริเวณแยกผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อปี 2553 บุคคลทั้ง 2 ได้นำมาอ้างเพื่อขอจัดสรรเวลาปราศัยบนเวที โดยนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. ได้อนุญาตให้ขึ้นปราศรัยทุกวันๆ วันละ 30 นาที ทั้งนี้ ช่วงนั้นตนทราบเรื่องเบื้องต้นว่า นายสุขุมไปเล่นงานองค์กรพระพุทธศาสนาด้วย และเมื่อเวที นปช.แยกไปจัดที่ราชประสงค์ ตนได้สอบถามนายวิโรจน์ถึงการเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุ พบว่าไม่เป็นเรื่องจริง ทำให้นายวิโรจน์และนายสุขุมหายไปจากเวทีการชุมนุม

“ผมมาพบนายสุขุมและนายวิโรจน์อีกครั้งตอนที่ไปออกสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดทรายการที่ตนเป็นผู้จัด ทั้งนี้ ช่วงนั้นผมอยู่ประเทศกัมพูชา ทำให้สองคนนั้นมาจัดรายการ โดยคนพวกนี้เป็นพวก 18 มงกุฎ หลอกว่าเป็นกลุ่มสหกรณ์แท็กซี่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผมดูแลอยู่มาก่อน และออกรายการอวดอ้างสรรพคุณว่า หากคนที่อยากได้แท็กซี่ฟรีเงินดาวน์ อยากได้สวัสดิการสำหรับครอบครัวให้มาสมัคร ขณะนั้นมีคนเชื่อและมาสมัครเป็นสมาชิกกว่า 1,000 คน และพาไปจัดอบรมที่เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เสียค่าอบรมคนละ 2,000 บาท แต่จนถึงขณะนี้พบว่า คนที่หลงเชื่อกลับไม่ได้รับสิ่งที่เขาอวดอ้างสรรพคุณ”นายชินวัตร กล่าว

อย่างไรก็ตาม กมธ.ได้มีหนังสือลงวันที่ 28 มิถุนายน ถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ใน 8 ประเด็นคือ 1.รายชื่อคณะกรรมการสงฆ์ พร้อมประเด็นตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพระวีรพล ฉัตติโก 2. ความคืบหน้าในการตรวจสอบทรัพย์สินของที่พักสงฆ์ขันติธรรม 3.สถานะและสังกัดของพระวิรพล 4.การดูแลและตรวจสอบที่พักสงฆ์ขันติธรรมของพศ. 5.ความแตกต่างระหว่างที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์และวัด 6.จำนวนที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์และวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในจังหวัดศรีษะเกษ 7.มาตรการดำเนินการในการอนุญาตให้สร้างวัด ซึ่งไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาที่กำหนด และ 8.ข้อคิดเห็นแนวทางการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา (ที่มา : มติชน  4 กรกฎาคม 2556 )
<h2><strong>แฉเสื้อแดงโดนศิษย์เณรคำหลอก</strong></h2>
<strong>นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ กรรมาธิการศาสนาฯ เพื่อไทย จี้เอาผิดหลวงปู่ “เณรคำ” ฐานต้มคนเสื้อแดง</strong>

วันที่ 3 ก.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร มีนายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังชล เป็นประธานฯ เพื่อพิจารณากรณี พระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ โดยเป็นการหารือภายใน ไม่ได้เชิญบุคคลภายนอกมา ชี้แจงเพิ่มเติม

โดยนายชินวัฒน์ หาบุญพาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ กรรมาธิการฯจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า

ก่อนหน้านี้ตนรู้จักกับ นายสุขุม ผ่านคนชื่อ “วิโรจน์” (ขอสงวนนามสกุล) ที่อ้างว่า เป็นประธานสภาวิทยุชุมชน 7,000 แห่ง ในช่วงการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่แยกผ่านฟ้าลีลาศ ปี 2553 โดยบุคคลทั้ง 2 ยกมาอ้าง เพื่อขอจัดสรรเวลาปราศัยบนเวที ซึ่ง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานนปช.ขณะนั้น ได้อนุญาตให้ขึ้นปราศรัยทุกวัน วันละ 30 นาที  แต่ตนทราบมาว่า นายสุขุมเคยเล่นงานองค์กรพระพุทธศาสนา จึงได้สอบถามกับ นายวิโรจน์ ทำให้ทั้งคู่หายไปจากเวทีชุมนุม

นายชินวัฒน์ กล่าวว่า มาพบนายสุขุมและนายวิโรจน์อีกครั้ง ตอนไปออกสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดท รายการที่ตนเป็นผู้จัดแต่ช่วงนั้นตนอยู่ประเทศกัมพูชา คนพวกนี้เป็นพวก 18 มงกุฎ หลอกว่า เป็นกลุ่มสหกรณ์แท็กซี่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตนดูแลมาก่อน และออกรายการอวดอ้างสรรพคุณว่า หากคนที่อยากได้แท็กซี่ฟรีเงินดาวน์ อยากได้สวัสดิการแก่ครอบครัว ให้มาสมัคร ซึ่งมีคนเชื่อและมาสมัครเป็นสมาชิกกว่า 1,000 คน และพาไปจัดอบรมที่เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เสียค่าอบรมคนละ 2,000 บาท แต่จนถึงขณะนี้พบว่า คนที่หลงเชื่อกลับไม่ได้รับสิ่งที่เขาอวดอ้างสรรพคุณ  (ที่มา  : ไทยรัฐ  4 กรกฎาคม 2556 )
<h2><strong>คณะสงฆ์อุบลราชธานีให้เวลาเณรคำอีก 7 วัน ถ้าไม่ยอมมาให้การต่อเจ้าหน้าที่จะขับไล่พ้นจากสังกัด  </strong>(6 กรกฎาคม 2556)</h2>
<strong>คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษเดินหน้าสอบ ข่าวฉาวหลวงปูเณรคำต่อ จนกว่าจะสร้างความกระจ่างให้สังคมไทยได้ ชี้ 7 วันไม่กลับมาชี้แจง ถือว่าหมดสถานะพระในสังกัด…</strong>

วันที่ 5 ก.ค. 2556 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดป่าศรีสำราญ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ เพื่อขอสัมภาษณ์ พระครูวัชรสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีสำราญ ในฐานะเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษฝ่ายธรรมยุต ถึงกรณีที่พระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายธรรมยุตได้แจ้งไปทางลูกศิษย์พระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์ที่พักสงฆ์ขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อให้กลับมาชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน หากไม่กลับมาจะถือว่าหมดสถานะของการเป็นพระในสังกัด ซึ่งในส่วนนี้พระครูวัชรสิทธิคุณ มีความเห็นว่า ท่านก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ในส่วนของท่าน แต่ในส่วนของคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษก็ได้มีการดำเนินการสืบสวนหาหลักฐานข้อมูลและชี้มูลความผิดทางพระธรรมวินัยว่ามีความผิดจริงหรือไม่ โดยไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด เพียงแต่ทำงานตามกระบวนการของการทำงานที่ถูกต้องเท่านั้น และหากกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้น ก็จะมาถึงขั้นตอนของการชี้แจงให้สังคมได้รับทราบ ในส่วนของคณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี ท่านก็ปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบของท่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ก้าวก่ายกันแต่อย่างใด

พระครูวัชรสิทธิคุณกล่าวต่อไปว่า กรณีที่หลวงปู่เณรคำจะกลับมาชี้แจงต่อคณะสงฆ์ต้นสังกัดที่จังหวัดอุบลราชธานี ภายใน 7 วันหรือไม่ คงไม่มีใครสามารถรู้ได้ เพราะในช่วงที่ผ่านมาทางคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษได้ส่งหนังสือผ่านทางพระในที่พักสงฆ์ขันติธรรม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้หลวงปู่เณรคำ มาชี้แจงข่าวฉาวกรณีต่างๆ โดยให้โอกาสถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ซึ่งในขณะนี้ก็ยังไม่มีการตอบกลับจากทางหลวงปู่เณรคำ หรือกลุ่มลูกศิษย์แต่อย่างใด ส่วนความคืบหน้าของการสอบสวนขณะนี้ ตนได้ส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ บางส่วนเพื่อให้พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุตได้ตรวจสอบและพิจารณาตามสมควรแล้ว ส่วนในเรื่องแนวทางการสอบสวนนั้นยังไม่ขอเปิดเผยในที่นี้ เพราะอาจทำให้เสียรูปคดี

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี หากภายในวันที่ 31 ก.ค.56 นี้ หลวงปู่เณรคำ ยังไม่กลับมาชี้แจงข้อเท็จจริง ทางคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ จะสามารถปลดสถานะของหลวงปู่เณรคำออกจากการเป็นพระได้หรือไม่ พระครูวัชรสิทธิคุณ เปิดเผยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถปฏิบัติได้เพียงแต่ว่ากระบวนการตรวจสอบของพระธรรมวินัย หรือการแก้ข้อข้องใจให้กับสังคมมันจะจบหรือไม่ ซึ่งต้องกล่าวถึงในจุดนี้ด้วย เพราะว่าเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นต้องมีการตรวจสอบ และต้องมีผลของการตรวจสอบเพื่อชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ให้สังคมไทยได้เข้าใจในจุดนี้  (ที่มา : ไทยรัฐ  6 กรกฎาคม 2556 )
<h2><strong>กกต.เตรียมดำเนินคดีนายประสิทธิ์ศิษย์เณรคำข้อหาใช้ประกาศนีบัตรปลอมสมัครผู้ว่า กทม.</strong></h2>
<strong>กกต.จ่อสอบประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ใช้ปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิต ม.สันติภาพโลก สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หากพบตั้งมหาวิทยาลัยมิชอบด้วยกฎหมาย</strong>

วันนี้ (5 ก.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง รายงานข่าวจาก กกต.แจ้งว่า จากกรณีที่นายสุขุม วงประสิทธิ์ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม และ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่ผ่านมา ได้ใช้ปริญญาบัตร ระดับดอกเตอร์ จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก มาใช้เป็นเอกสารประกอบการสมัครผู้ว่าฯ กทม.นั้น ทาง กกต.เตรียมนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณา ว่า หากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกจัดตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปริญญาบัตรย่อมต้องไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเช่นกัน และการนำหลักฐานดังกล่าวมายื่นสมัครต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จะถือว่าเข้าข่ายแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานที่เป็นความผิดทางอาญา ซึ่ง กกต.ในฐานะเจ้าพนักงานการเลือกตั้ง หรือสำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้เสียหาย ต้องดำเนินการส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีได้ แม้ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะเสร็จสิ้นไปแล้ว และนายสุขุมไม่ได้เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งก็ตาม (ที่มา : ผู้จัดการ 6 กรกฎาคม 2556 )
<h2><strong>แจ้งจับเณรคำส่งปปส.สอบฟอกเงินยาเสพติด</strong></h2>
<img itemprop=”image” title=”แจ้งจับเณรคำส่งปปส.สอบฟอกเงินยาเสพติด” alt=”แจ้งจับเณรคำส่งปปส.สอบฟอกเงินยาเสพติด” src=”http://www.posttoday.com/media/content/2013/07/05/870FE00DC84643ADBB755DB4F202A720.jpg” width=”434″ height=”289″ />
<strong>กองปราบ ร่วมกับปวีณา นำ4 สาวพัวพันเณรคำเข้าคุ้มครอง จับมือ ปปส.สอบฟอกเงินยาเสพติด</strong>

ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. โดยนำหลักฐานเพิ่มเติมมามอบให้พนักงานสอบสวน บก.ป.เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีกับ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิรพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ภายหลังได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้วก่อนหน้านี้

นายสงกรานต์ กล่าวว่า ได้มายื่นเอกสารเพิ่มเติมเพื่อให้ทางพนักงานสอบสวนใช้ประกอบเป็นหลักฐานใน การขออนุมัติศาลออกหมายจับ หลวงปู่เณรคำ หรือพระวิรพล ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากน่าจะมีพยานหลักฐานต่างๆ เพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องออกหมายเรียก นอกจากนี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ได้รับทรัพย์สินจากหลวงปู่เณรคำ ในข้อหารับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1หมื่น บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายสงกรานต์ กล่าวอีกว่า หลังจากมีกรณีของหญิงสาวและเด็ก 3-4 คน ที่เข้ามาเกี่ยวพันกับหลวงปู่เณรคำ จึงได้ประสานไปยัง นางปวีณา หงสกุล รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เพื่อช่วยเหลือและให้ความคุ้มครองหญิงสาวที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีความ สัมพันธ์กับหลวงปู่เณรคำ รวมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ให้การดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วย

“ส่วนการตรวจสอบเรื่องเงินที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น มีการส่งเรื่องให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ได้ร่วมพิจารณาแล้ว ซึ่งภายในสัปดาห์หน้าพร้อมด้วยพนักงานสอบสวน บก.ป.และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเข้าพบ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ปปส. ซึ่งในรายละเอียดต่างๆ ขอข้อมูลที่จะประสาน ปปส.นั้น ยังไม่สามารถแถลงให้ทราบในขณะนี้” นายสงกรานต์ กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า เนื่องจากกรณีของหลวงปู่เณรคำ มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องมีการประสานข้อมูลในการทำงานร่วมกัน ในชั้นนี้ทางกองปราบได้ตั้งคณะพนักงานสอบสวนจากทั้ง กก.1 กก.3 และ กก.4 บก.ป.ขึ้นมารับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความครอบคลุมในทุกพื้นที่ และเร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป (ที่มา <strong></strong>  โพสต์ทูเดย์ดอทคอม 05 กรกฎาคม 2556 เวลา 18:12 น.)

<strong><a title=”ติดตาม กรณีหลวงปู่เณรคำ ” href=”http://ub-info.com/?p=2872″ target=”_blank”>ติดตาม กรณีหลวงปู่เณรคำ http://ub-info.com/?p=2872</a></strong>
ปิดตํานานหลวงปู่เณรคำ http://ub-info.com/?p=3347

No related posts.

One thought on “ปิดตํานานหลวงปู่เณรคำ

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>