“สงกานต์” เผยกลุ่มลูกศิษย์สมีคำตั้งทีมทนายเก๊

“สงกานต์” เผยกลุ่มลูกศิษย์สมีคำตั้งทีมทนายเก๊

“สงกานต์” เผยกลุ่มลูกศิษย์สมีคำตั้งทีมทนายเก๊ ตรวจสอบสภาทนายความไม่มีชื่อในระบบ ส่วนพระรับของสมีคำมีสิทธิเข้าข่ายรับของโจร

วันที่ 25 ก.ค. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายรวมพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กล่าวว่า ตามที่กลุ่มลูกศิษย์อดีตพระวิรพล ได้ออกมาเตรียมตั้งทีมทนายความ 6 คน ประกอบด้วย นายเสวก ทินกุล นายสันติพงษ์ นิมิตดี  นายสมพงษ์ โรหิตาภิรมย์ พ.ต.ต.สมพัฒน์  โรหิตภิรมย์ และ พ.ท.จักรกฤษณ์ เส็งชา รวมทั้งยังมี นายเลน เชลเมน ทนายความชื่อดังของฮอลลีวูด เพื่อสู้คดีให้กับอดีตพระวิรพลนั้น ได้มอบหมายให้ น.ส.นวรัตน์ พัชราวุธ สมาชิกเครือข่ายฯ ดำเนินการยื่นตรวจสอบไปยังสภาทนายความ พบว่า พ.ต.ต.สมพัฒน์ พ.ท.จักรกฤษณ์ นายสมพงษ์ และนายเสวก ไม่มีชื่ออยู่ในระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของสภาทนายความ มีเพียงนายสันติพงษ์ เท่านั้น ที่มีชื่ออยู่ในระบบฐานข้อมูลของสภาทนายความ

ส่วนกรณีของนายเลนนั้น ขอชี้แจงว่าทนายความชาวต่างชาติจะไม่มีสิทธิ์เข้ามาว่าความในศาลยุติธรรมของ ประเทศไทย นอกจากนี้การที่กลุ่มลูกศิษย์อดีตพระวิรพล ออกมาอ้างว่าตั้งทีมทนายความฝีมือดีนั้น จะส่งผลให้ผู้ที่เป็นทนายความที่อยู่ในทีมดังกล่าวอาจจะมีความผิดเข้าข่าย ตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ข้อ17(2) ที่ระบุว่าประกาศ โฆษณา หรือยินยอม ให้ผู้อื่นประกาศโฆษณา ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานอันเป็นไปในทางโอ้อวด เป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่าง หรือแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่นๆดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ โดยหากทนายความผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษตั้งแต่ภาคทัณฑ์ ห้ามเป็นทนาย 3 ปี และลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ ทั้งนี้ตนกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นหนังสือให้สภาทนายความดำเนินการตรวจสอบ ต่อไป

ประธานเครือข่ายรวมพลังฯ กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันในส่วนของการดำเนินการยึดคืนทรัพย์สินของอดีตพระวิรพลนั้น พบว่าพระสงฆ์ที่มีการรับทรัพย์สินของอดีตพระวิรพลไปยังไม่มีการคืนทรัพย์สิน ที่รับไป ซึ่งก็คือรถยนต์ ดังนั้นตนจะให้เวลา 7 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้พระผู้ใหญ่ที่รับรถยนต์จากอดีตพระวิรพลไป ให้แสดงความจำนงที่จะคืนรถมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ไม่เช่นนั้นตนจะดำเนินการยื่นหนังสือยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงในส่วนของเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายธรรมยุต และเจ้าคณะภาค 10 ฝ่ายธรรมยุต เนื่องจากถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ และการรับทรัพย์สินของอดีตพระวิรพล เป็นการรับทรัพย์สินไว้เพื่อการกระทำหรือไม่กระทำหรือไม่ อีกทั้งขณะนี้ความปรากฎต่อสาธารณะแล้วว่าทรัพย์สินที่อดีตพระวิรพลได้มานั้น อาจจะได้มาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง และหากยังไม่ยอมคืนรถยนต์แล้วอาจจะเข้าข่ายความผิดฐานรับของโจรด้วย

ที่มา เดลินิวส์  วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2556 เวลา 19:40 น.

ใส่ความเห็น