ติดตาม กรณีหลวงปู่เณรคำ


ประวัติหลวงปู่เณรคำ


พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ มีนามเดิมว่า “วิรพล สุขผล” ถือกำเนิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อรัตน์ สุขผล และคุณแม่ สุดใจ สุขผล มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นผู้ชายหมด เมื่อองค์หลวงปู่เณรคำบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนา ว่า “ฉัตติโก” “พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก”

พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ได้มีปฎิปทาตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ ได้มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐานมาโดยตลอด ทุกวันพระจะหยุดเรียน และนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะมีอิริยาบถแห่งการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด ไม่มีด่างพร้อย ไม่มีการพลั้งเผลอแม้แต่น้อย ทั้งวันจะเดินจงกรมสลับกับการนั่งภาวนาใต้ร่มไทร ช่วงกลางวันจะไปนอนในป่าช้า ตรงที่เป็นโบกปูนใช้สำหรับเผาผี โดยไม่เคยมีความกลัวหรือหวั่นวิตกอะไร จิตนั้นนิ่งโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนในชาตินี้ ในปัจจุบันชาติเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ผลของการปฏิบัติมันก็เกิดขึ้นทันที นี่เป็นสัญญาณบ่งบอก เป็นหมายเหตุบอกถึงความจริงในการบำเพ็ญบารมีของแต่ละคนว่า “แม้เราบำเพ็ญในชาตินี้หรือว่าชาติไหนๆ ผลของการปฏิบัติบำเพ็ญนั้นมันยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เสื่อมไปไหน” วัน ธรรมดาก็ไปโรงเรียน พอพักเที่ยงจะไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ เลิกเรียนจะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับจากโรงเรียน และเดินจงกรมกลับบ้านทุกวันเป็นกิจภายใน ที่ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวเอง

พอเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ท่านคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าเสร็จ จาก ภารกิจทางโลกแล้ว เราจะไม่กลับมา ทางโลกอีก เราคงเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว เราคงพอแก่การเกิดได้แล้วในชาตินี้ เห็นอะไรก็เกิดความสลดสังเวชไปหมด จึงเป็นแนวทางทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรารู้มาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่อดีตชาติ เหมือนกับเราจะได้ต่อเติมเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ หลุดพ้น” เลิกเรียนจึงไปปักกลด นั่งบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทุกวัน วันพระจะถือกลดไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนจะเข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่วัด บางครั้งก็ไปปักกลดนั่งบำเพ็ญภาวนา อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทั้งคืนจนสว่าง ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร

จากการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งอายุได้ 13 ขวบ ครั้งหนึ่งขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาที่กระต๊อบกลางน้ำนั้น ตัวของท่านลอยขึ้น พอมาเดินจงกรมอยู่บนคันนา ก็เดินเหนือพื้นดินโดยเท้าไม่ได้แตะพื้นดินเลย และอีกครั้งหนึ่งท่านได้นั่งบำเพ็ญภาวนานานติดต่อถึง 5 ชั่วโมง จนถึงเวลาประมาณ ตี 2 จะไปอาบน้ำในบ่อน้ำ พอลุกจากที่นั่งภาวนาตัวเบา……….หวิว เหมือนกับว่าเท้าไม่ได้แตะฝุ่นละอองบนพื้นเลย เดินลงไปในบ่อน้ำก็ไม่จมน้ำ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์ เกิดกำลังใจ ยิ่งทำให้เร่งความเพียรหนักขึ้น และเป็นหนทางให้ออกบวช

ครั้นอายุได้ 15 ปี ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณร ที่วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค เป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาเสร็จแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ระยะหนึ่ง

จากนั้นเดินทางจาริกธุดงค์ ปักกลดอยู่ถ้ำภูตึก บ้านคุ้มปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้น มีงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยมาพาดขา พาดตักบ้าง บางคืนนอนอยู่ งูเหลือมจะเลื้อยมาขดอยู่บนหน้าอก หนักมาก แต่จิตไม่มีการวิตกกังวลหรือกลัวอันใดเลย เพราะชีวิตนี้บูชาคุณพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด พระธรรมเป็นใหญ่ที่สุด

พระอริยสงฆ์เป็นใหญ่ที่สุด ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพระธรรม ทำให้ถึงซึ่งความเป็นพระอริยสงฆ์ ความกลัวทั้งหลายจึงไม่มี และได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้นคนเดียวนานถึง 3 เดือน

ต่อจากนั้นก็ลงจากถ้ำภูตึกไป และจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเริ่มเห็นสิ่งอัศจรรย์เยอะแยะมากมายเกิดขึ้น เช่น สิ่งลี้ลับต่างๆ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มองเห็นมุมโลกสองมุม คือ มุมมืดและมุมสว่างแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มองเห็นสวรรค์ มองเห็นอบายภูมิ ประกอบด้วยนรก เปรตและอสุรกาย และเริ่มออกทำการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ( จาก..หลวงปู่เณรคำ ดอทคอม )

ปัจจุบัน หลวงปู่เณรคำได้ตกเป็นจำเลยสังคม โปรติดตามข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับเณรคำได้ที่  http://ub-info.com/?p=2872

จับตา!’กมธ.วุฒิฯ’ถก’เณรคำ’27มิ.ย.นี้

‘กมธ.วุฒิฯ’จ่อถกปม’หลวงปู่เณรคำ’27 มิ.ย.นี้ ขณะที่’พศ.สั่งสอบพระไทยช้อปปิ้ง-ฉันอาหารหรูในสหรัฐฯ แจงไม่เหมาะสม

26 มิ.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2556 เวลา 14.00 น.คณะกรรมาธิการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของของพระสงฆ์ 2 กรณี ได้แก่ กรณีพระวิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) วัดป่าขันติธรรม จังหวัดศรีสะเกษ นั่งเครื่องบินเจ็ทมีภาพถ่ายนอนคู่กับสีกา และใช้สิ่งของมียี่ห้อราคาแพง และกรณีพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) วัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม มีรถยนต์ราคาแพง ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 310 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3หมายนี้ถ้าจะเล่นเป็นข่าวก่อนได้

พศ.สั่งสอบพระไทยช้อปปิ้ง-ฉันอาหารหรูในสหรัฐฯ

  นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยถึงกรณี สังคมออนไลน์มีการส่งต่อ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก ถึงภาพคณะพระสงฆ์จำนวน 5–6 รูป กำลังเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนม อุปกรณ์สมาร์ทโฟน ต่อแถวซื้อกาแฟยี่ห้อดัง และฉันอาหารในร้านอาหารอย่างมีความสุข ขณะเดินทางที่สหรัฐอเมริกา ว่า ยังไม่เห็นภาพดังกล่าวที่ปรากฏในโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรปฏิบัติ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดลักษณะ และไม่สำรวม แต่ทั้งนี้กรณีดังกล่าว ถือเป็นความผิดที่ไม่รุนแรง โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคมในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรกับคณะพระสงฆ์ดังกล่าวนั้น เป็นดุลพินิจของฝ่ายปกครองสูงสุด จะเป็นผู้พิจารณา

“แต่เดิมสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีระเบียบในการควบคุมดูแลความประพฤติของสงฆ์อยู่แล้ว ซึ่งจากนี้ จะเน้นย้ำมาตรการดังกล่าวให้มากขึ้น หากพระสงฆ์กระทำผิด จะถูกลงโทษ ทั้งนี้ หากกระทำผิดซ้ำ ๆ และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนดูว่าจงใจละเลย ทำเป็นอาจิณ อาจมีการพิจารณาบทลงโทษขั้นรุนแรง คือการปาราชิก หรือถูกจับสึก” นายนพรัตน์ กล่าว

“ชาวระนอง”จี้ตรวจสอบพระพม่าผุดวัดป่ากว่า20แห่ง

นายสุชีพ พัฒน์ทอง ประธานเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ชาวบ้านซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ จ.ระนอง ต้องการให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบวัดป่าที่ตั้งขึ้นโดยพระภิกษุ พม่ากว่า 20 แห่งในพื้นที่ จ.ระนอง ว่า เป็นการดำเนินการถูกต้องหรือไม่ หลังจากที่พบว่ามีการปล่อยปละละเลยให้วัดป่าเหล่านี้เข้ามาตั้งเป็นจำนวนมาก และดำเนินการหาเงินก่อสร้างจนบางแห่งใหญ่กว่าวัดไทยในระนอง และหลายครั้งที่พบว่า กลายเป็นจุดพักพิงแรงงานต่างด้าวเพื่อหลบหนีเข้าเมืองรอเดินทางไปยังจังหวัด ต่างๆ ของไทย โดยมีพุทธศาสนิกชนซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวชาวพม่าคอยเป็นผู้อุปถัมป์ รวมถึงพุทธศาสนิกชนจากประเทศเพื่อนบ้านที่เดินทางเข้ามาทำบุญเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ในส่วนของวัดไทยที่ตั้งอยู่ใน จ.ระนอง ก็มีการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาโดยชาวพม่าในการระดมทุนก่อสร้างสิ่งของต่างๆ อาทิ เจย์ดี,พระพุทธรูป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะเข้าไปตรวจสอบการใช้เงินด้วยว่าเป็นไปตาม วัตถุประสงค์หรือไม่

ที่มา คมชัดลึก  วันพุธที่ 26 มิถุนายน 2556

ปิดตํานานหลวงปู่เณรคำ  http://ub-info.com/?p=3347

หนึ่งความคิดบน “ติดตาม กรณีหลวงปู่เณรคำ”


  1. ศิษย์เอก “หลวงปู่เณรคำ” เผยอาจจะมีการโฟนอินมาจาก ตปท.


    วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 12:23:32 น.

    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ที่พักสงฆ์ขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้มีการประกอบพิธีบวงสรวงเทพเทวดา และพิธีห่มผ้าฤดูฝนพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก และในวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน มีประชาชนเดินทางมาร่วมพิธี จำนวนประมาณ 500 คน ซึ่งจะแตกต่างจากการจัดงานที่ผ่านมา ที่มีประชาชนจากทั่วสารทิศ เดินทางมาร่วมงานนับหมื่นคน โดยประชาชนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเดินทางมาจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะ จ..อุบลราชธานี เป็นหลัก ส่วนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ จะมีเป็นบางส่วนเท่านั้น ซึ่งลูกศิษย์ส่วนใหญ่ที่มาร่วมงานต่างรอคอยปาฏิหารย์ในการกลับมาของหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ที่เคยบอกว่า จะเดินทางกลับมาในวันที่ 30 มิ.ย.56 นี้ แต่จนกระทั่งในขณะนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเดินทางกลับมาแต่อย่างใด

    นายสุขุม วงประสิทธิ์ ประธานองค์กรเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ศิษย์หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก
    ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในวันนี้หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก อาจจะมีการโฟนอินมาจากต่างประเทศ เพื่อพบปะกับญาติโยมที่มาร่วมงานในครั้งนี้ รวมไปถึงจะมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ออกมาตอบข้อชี้แจงต่างๆ เกี่ยวกับกรณีที่หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ถูกกล่าวหาแต่ยังไม่ทราบว่าจะเป็นช่วงเวลาใด ซึ่งจะได้มีการแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้กับสื่อมวลชนได้รับทราบอีกครั้งหนึ่ง

    ที่มา มติชนออนไลน์


  2. หลวงปู่เณรคำโฟนอินระบุข่าวฉาวเป็นเรื่องตลก


    วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2556 เวลา 16:36 น.

    หลวงปู่เณรคำโฟนอินระบุข่าวฉาวเป็นเรื่องตลก เผยลูกศิษย์เตรียมทำหนังสือแสดงต่อสาธารณะ

    วันนี้( 30 มิ.ย.) ที่สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นายสุขุม วงประสิทธิ์ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดหลวงปู่เณรคำ กล่าวว่า คณะกรรมการสำนักสงฆ์ขันติธรรม เตรียมทำหนังสือชี้แจงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งมี พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ (ฝ่ายธรรมยุต) เป็นประธานตรวจสอบ กรณีข่าวฉาวของหลวงปูเณรคำ ฉัตติโก ในอีก 2 วัน เพื่อให้ญาติธรรม และสาธารณชนทั่วไปได้ทราบโดยทั่วกัน ซึ่งที่ผ่านมาหลวงพ่อปานขาว พระสงฆ์จากประเทศฝรั่งเศส ตัวแทนหลวงปู่เณรคำได้ชี้แจงไปบางส่วนกับคระกรรมการสงฆ์แล้ว

    โดยในเนื้อหาสาระนั้น ระบุว่า หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ติดภารกิจนิมนต์ในต่างประเทศ และต้องปฏิบัติภารกิจบรรยายธรรมในหลายพื้นที่ให้ชาวไทยพุทธ ได้เข้ารับฟังพระธรรมเทศนาโดยทั่วกัน ถึงแม้ในวันนี้ข่าวต่างๆ จะออกมาในทางเสื่อมเสียชื่อเสียงกับทางสำนักสงฆ์ฯ โดยต่อเนื่องก็ตาม แต่ในเมื่อหลวงปู่เณรคำ ไม่ได้มีเจตนาที่จะปฏิบัติตนให้ผิดพระธรรมวินัย ทางคณะลูกศิษย์จึงได้ที่จะหารือ เพื่อหาข้อสรุปออกมาโดยเร็ว และจะได้ทำเป็นหนังสือ แสดงต่อสาธารณะชนต่อไป

    ทั้งนี้เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาหลวงปู่เณรคำได้มีการโฟนอินมา พูดคุยกับญาติโยมนานกว่า 1 ช.ม. โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการแสดงพระธรรมเทศนา และกล่าวคิดถึงญาติโยมชาวไทยทุกคน ส่วนกรณีที่หลวงปู่เณรคำตกเป็นข่าวฉาวดังไปทั่วโลกนั้น หลวงปู่เณรคำระบุว่าเป็นเรื่องตลก ส่วนกรณีดอกเตอร์มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก นั้น ตนขออย่าได้นำมาเป็นประเด็น ให้เป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะมันจบไปแล้ว สมบูรณ์แล้ว ตอนนี้การทำงานสำคัญที่สุด

    พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ (ฝ่ายธรรมยุต) ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีหลวงปู่เณรคำ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้พระครูวัชระ สิทธิคุณ พระเลขา เป็นผู้ดำเนินการสรุปผลการตรวจสอบ และจะได้มีการประชุมหารือกับทางคณะกรรมการสงฆ์ กรณีที่ลูกศิษย์พระวิรพล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ทำหนังสือขอเลื่อนการเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อหาข้อสรุป ในเร็วๆนี้

    ขณะที่บรรยากาศการร่วมงานวันสุดท้ายของการงานมหาพิธีห่มผ้าฤดูฝนพระแก้วมรกตจำลองนั้น มีประชาชนเข้าร่วมงานมากขึ้นกว่าทุกวัน เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยพิธีห่มผ้าฯ ได้กระทำตั้งแต่ช่วงกลางดึกที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งมีญาติธรรมเข้าร่วมงานกันตลอดทั้งคืน ส่วนความคืบหน้าการเดินทางกลับมาของหลวงปู่เณรคำ นั้น ยังไม่สามารถบอกกำหนดวันได้.

    ที่มา เดลินิวส์


  3. แฉเรียงตัว เมีย 8 ลูก 2 ของ “ไอ้คำ” พระฉาวศรีสะเกษ


    1 กรกฎาคม 2556 11:15 น.

    ทีมข่าวพิเศษของ “เอเอสทีวีผู้จัดการ” ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อตอบปัญหาของสังคมในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็น “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” และได้พบแง่มุมใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึง โดยจะนำเสนอเรื่องราวทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง

    เปิดเส้นทางรัก เมีย 8 ลูกชาย 2 คนของ “ไอ้คำ” พระดังยอดนักรัก จ.ศรีสะเกษ แฉทุ่มปรนเปรอแต่ละรายโคตรอู้ฟู่ ส่งเสียเดือนละหลายหมื่นถึงหลักแสน พร้อมรถหรูป้ายแดงและบ้านหลังโต 2-15 ล้านบาท รวมทั้งสวนยางกว่า 100 ไร่ เผยสเปกสาวสวยผอมบางผิวคล้ำเล็กน้อย ไม่เว้นนักเรียน นักศึกษา พยาบาล และเมียนักธุรกิจใหญ่ แถมขยันก่อสารพัดเรื่องฉาวต้องตามเคลียร์ควักเงินล้านปิดปากเป็นอาจิณ

    แหล่งข่าวระดับวงในของวัดป่าขันติธรรม หรือที่พักสงฆ์ บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ หลายคนต่างเปิดเผยตรงกันว่า จากการไล่เรียงรวบรวมบรรดาสีกาสาวสวยที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีสัมพันธ์ระดับลึกซึ้งกับพระฉาวผู้โด่งดังแห่ง จ.ศรีสะเกษนั้นไม่น้อยกว่า 8 คน และ 2 ในจำนวน 8 คนนี้ถึงขั้นมีลูกชายด้วยกันรวม 2 คน ทั้งนี้เพราะจริงๆ แล้วพระดังยอดนักรักหรือ “ไอ้คำ” รายนี้ยังหนุ่มแน่น อายุแค่ 34 ปีเท่านั้น แต่ต้องการให้ผู้คนเรียกชื่อดูเหมือนเป็นพระอาวุโสชั้นผู้ใหญ่ระดับ “หลวงปู่” โดยอ้างว่าเป็นอายุรวมกับชาติที่แล้วที่เขาระลึกชาติได้ด้วย

    เริ่มจากคนที่ 1 ประมาณปี 2545 “พระดัง” ไปเปิดที่พักสงฆ์อยู่บริเวณริมห้วยสำราญ ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ได้ไปรู้จักกับ “ญ” อายุ 25 ปี สาวสวยบ้านโนนจานที่นำเอาข้าวไปถวาย จากนั้นได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันจนมีลูกชาย 1 คนชื่อ “น้อง น.” ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (ป.4) โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองศรีสะเกษ และ “พระดัง” ได้ส่งเสียเงินค่าเลี้ยงดูให้เดือนละ 20,000 บาท โดยมี “หมวด ก” นายตำรวจสถานีตำรวจทางหลวงอุบลราชธานี เป็นผู้รับผิดชอบส่งเงินให้ ขณะนี้ “ญ” มีสามีใหม่แล้วและสามีติดยาบ้า ทั้งหมดยังคงพักอยู่ที่บ้านโนนจาน ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ

    กรณีนี้เคยเกิดปัญหาฝ่ายหญิงเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูเพิ่มแต่ “พระดัง” ไม่ยอมให้ ฝ่ายหญิงขู่จะเปิดโปงจึงถูก “พระดัง” และพวกข่มขู่ฆ่า ฝ่ายหญิงต้องหนีตายไปหาพี่ชายซึ่งเป็นตำรวจอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อนพาเข้าแจ้งความที่กองปราบปรามเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2553 เพราะหวาดผวาไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินทั้งตัวเองและครอบครัว

    จากนั้นกองปราบปรามได้มีหนังสือ ที่ ตช 0026.22/4348 กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2553 เรื่อง ขอเชิญให้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ส่งถึงพระดังที่วัด อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เรียกให้ไปพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 20 ธันวาคม 2553 จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ งานนี้ “พระดัง” ต้องใช้อิทธิพลบารมีและบรรดาลูกศิษย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายเข้าเคลียร์ให้เรื่องเงียบหายเข้ากลีบเมฆ โดยได้จ่ายให้ “ญ” 1 ล้านบาทแลกกับการถอนแจ้งความ ส่วนตำรวจโกยกันไปกี่มากน้อยไม่มีใครสามารถระบุได้ชัดเจน

    รายที่ 2 คือ “พ” อายุ 26 ปี สาวบ้านหนองพะแนง คุ้ม 11 โนนม่วง ต.รุ่งระวี อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ “พระดัง” ได้มาติดพันขณะที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.4 โดยขณะนั้น “พระดัง” มาเปิดที่พักสงฆ์ และเจอกับ “พ” จึงได้ชอบพอกัน และ “พระดัง” ได้นำเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาทมาหมั้นเอาไว้ ก่อนอยู่กินกันฉันสามีภรรยาแบบลับๆ “พระดัง” ได้ซื้อรถยนต์เก๋งมิตซูบิชิ สีแดง กลางเก่ากลางใหม่ 1 คันให้ “พ” ขับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนน้ำเกลี้ยงวิทยา และกำลังสร้างบ้านใหญ่เพื่อเป็นเรือนหอให้ 1 หลัง มูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท แต่ยังสร้างไม่เสร็จ ตามที่เป็นข่าว

    โดย “พ” พยายามเรียกร้องให้ “พระดัง” สึกออกมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาอย่างเปิดเผย แต่ “พระดัง” ยังไม่ยอมเนื่องจากต้องการที่จะอยู่กอบโกยเงินไปก่อน ทำให้ “พ” ไม่พอใจ และได้ใช้มือซ้ายจับโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปภาพนิ่งเอาไว้ขณะที่ “พระดัง” กำลังนอนหลับหลังจากเมาและร่วมรักกับ “พ” เสร็จแล้วที่บริเวณหน้าห้องน้ำในห้องนอนในบ้านของฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นบ้านขนาดชั้นเดียวตั้งอยู่ด้านหน้าเรือนหอร้างในปัจจุบัน

    จากนั้น “พ” ได้ยื่นคำขาดกับ “พระดัง” อีกครั้งให้สึกออกมาอยู่ร่วมกันแต่ “พระดัง” ไม่ยอม “พ” จึงยื่นข้อเสนอขอเงิน 30 ล้านบาทเพื่อนำมาสร้างบ้านให้เสร็จและใช้จ่ายในการดำรงชีวิตต่อไป แต่ “พระดัง” ไม่ยอม “พ” จึงได้นำเอารูปภาพไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อว่า “แด่สาธุชน” และได้นำเอาภาพไปถ่ายเอกสาร จากนั้นนำเอาภาพที่ “พระดัง” นอนหลับกับ “พ” ดังกล่าว เขียนข้อความว่า “นี่หรือ พระที่พวกคุณเคารพนับถือ” ไปโปรยหน้าบ้านของ “พระดัง” ที่ จ.อุบลราชธานี และทั่วบริเวณในเขตพื้นที่ อ.พิบูลมังสาหาร รวมทั้งเล่นแรงถึงขั้นนำเลือดไปเทราดประตูหน้าบ้าน “พระดัง” ด้วยความโกรธแค้นด้วย

    “พระดัง” จึงได้มาขอเคลียร์ โดยจ่ายเงินให้ “พ” จำนวน 5 ล้านบาท และให้ลบรูปภาพออกจากเฟซบุ๊ก ซึ่ง “พ” ได้ยอมลบภาพออก แต่มีมือดีทั้งหลายได้บันทึกเอาไว้แล้ว จึงกลายเป็นรูปภาพในข่าวฉาวโฉ่อยู่ในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นภาพแรกเริ่มและเป็นภาพที่สร้างความเสื่อมศรัทธาให้ “พระดัง” มากที่สุดในบรรดารูปภาพและคลิปวิดีโอที่เผยแพร่กันอยู่

    ปัจจุบัน “พ” ได้แต่งงานไปอยู่กับสามีใหม่ที่ จ.เชียงราย มีลูกชาย 1 คน อายุ 1 ขวบเศษ โดยมีผู้เป็นพ่อกับภรรยาใหม่ของพ่อเฝ้าบ้านเรือนหอร้างใหญ่โตอยู่ที่บ้านหนองพะแนง และกำลังสร้างละครเรื่องใหม่ว่าด้วยการโอนบาปให้ “ส” น้องชายอดีตพระหน้าเหมือนมารับกรรมแทน “พระดัง” พี่ชายผู้ก่อเรื่องตัวจริง ซึ่งกำกับการแสดงโดยลูกศิษย์กลุ่มปัจจุบัน ท่ามกลางข่าวลือว่าละครเรื่องนี้จะเนรมิตให้เรือนหอร้างใหญ่โตที่ค้างคามาหลายปีสร้างเสร็จสมบูรณ์ได้ในเร็ววัน

    รายที่ 3 ต่อมาปี 2551 “พระดัง” ได้มาสร้างวัดป่าฯ ที่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ และมีความสัมพันธ์กับ “ม” อายุ 25 ปี สาวสวยคนหนึ่งของบ้านดู่ ต.ยาง ซึ่งบ้านอยู่ทางเข้าก่อนถึงวัดประมาณ 3 กม. และมีลูกชาย 1 คน “พระดัง” ได้พา “ม” ไปอยู่กรุงเทพฯ โดยซื้อบ้านจัดสรรหรูหรามูลค่า 15 ล้านบาทให้อยู่กับลูก พร้อมรถยนต์เก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด 1 คันไว้ใช้งาน และส่งเสียเดือนละ 50,000 บาท “พระดัง” จะไปหาทุกครั้งที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยมี “หมวด ก” นายตำรวจทางหลวง ขับรถพาไปหา “ม” ที่หมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้

    รายที่ 4 ประมาณปี 2552 “พระดัง” ได้ไปสร้างที่พักสงฆ์ที่บ้านตาเส็ด อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ได้รู้จักกับ “น” อายุ 27 ปี สาวสวยบ้านตาเส็ดและเป็นน้องสาวของพระผู้ติดตาม “พระดัง” ได้ชอบพอมีความสัมพันธ์กัน และสร้างบ้านหรูทรงยุโรปมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาทให้ พร้อมกับซื้อรถเบนซ์ป้ายแดงให้ 1 คัน สวนยางพาราอีกจำนวน 120 ไร่ จากนั้นได้ไปซื้อบ้านที่กรุงเทพฯให้ “น” ด้วย ส่งเสียค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 100,000 บาท

    “พระดัง” โปรดปรานเมียรักคนนี้มาก เพราะเป็นน้องสาวของพระผู้ติดตาม และ “น” มีหน้าตาสวยงามตรงสเปกของ “พระดัง” ที่ชื่นชอบผู้หญิงผอมบาง ผิวคล้ำเล็กน้อย ว่ากันว่าถึงขั้นได้ใช้เดือนและวันเกิดของตัวเองเปลี่ยนชื่อให้ “น.” ใหม่เป็น “กันยาวันอังคาร” ขณะนี้ “น” จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และ “พระดัง” จะไปหาบ่อยมากเช่นกัน

    รายที่ 5 ปี 2554 ไปเปิดสาขาที่ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร ได้พบกับ “จ” อายุ 14 ปี เด็กนักเรียนชั้น ป. 6 “พระดัง” ได้เกี้ยวพาราสีจนได้เสียกันและให้เงินแก่แม่ของน้อง “จ” จำนวน 1 ล้านบาทเพื่อปิดปาก จากนั้นไปสร้างบ้านที่ อ.เจริญศิลป์ และซื้อรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ป้ายแดง 1 คันให้ พร้อมส่งเสียเงินให้เดือนละ 50,000 บาท แต่นานๆ จึงจะไปหาเพราะไม่ค่อยได้รับกิจนิมนต์ไปยังเส้นทางนั้น

    อย่างไรก็ตาม “พระดัง” มักฉวยโอกาสช่วงที่อยู่บ้านเกิดที่ จ.อุบลราชธานี แต่งชุดฆราวาสขับรถเบนซ์ไปหา “จ” จนถูกตำรวจทางหลวงอุบลราชธานีโบกรถและจับได้ครั้งหนึ่งว่าแต่งชุดฆราวาสขับรถ แต่ “พระดัง” และตำรวจทั้ง 2 นายรู้จักกันเนื่องจาก เคยมาขับรถนำขบวนให้เป็นประจำ “พระดัง” ได้ให้เงินค่าปิดปากตำรวจทางหลวง 2 นายที่พบเห็นคนละ 2 ล้านบาทเพื่อไม่ให้นำเอาเรื่องราวไปบอกใคร

    รายที่ 6 ปี 2555 “พระดัง” ป่วยเป็นไข้หวัดไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในกรุงเทพฯ ได้พบกับพยาบาลคนหนึ่งชื่อ “ก” และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันในโรงพยาบาลที่เป็นห้องพิเศษ โดย “พระดัง” จะอ้างต้องขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของโรงพยาบาลชื่อดังจึงเดินทางไปที่โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นประจำ ซึ่งทุกครั้งจะมีเพศสัมพันธ์กันภายในห้องพิเศษของโรงพยาบาล และส่งเสียเดือนละ 70,000 บาท ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีให้โดยตรง

    รายที่ 7 ปี 2555 ได้พบกับ “ด” สาวสวยชาว จ.มหาสารคาม แต่อ้างว่ามาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ไปฟังการแสดงพระธรรมเทศนาของ “พระดัง” จากนั้นได้สนิทสนมกันจนกระทั่งมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง “พระดัง” ได้ซื้อรถยนต์เก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด ป้ายแดงให้ “ด” 1 คัน เช่าแมนชั่นหรูหราที่กรุงเทพฯ ให้อยู่ และจะไปหาเป็นประจำในช่วงที่รับกิจนิมนต์อยู่กรุงเทพฯ เพราะยังเป็นสาวคนใหม่ ส่งเงินให้ใช้เดือนละ 60,000 บาท โดยโอนเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

    รายที่ 8 นอกจากนี้ ห้วงระหว่างปี 2552-2556 จะมีหญิงสาวใหญ่เจ้าประจำอยู่อีก 1 คน ชื่อ “จ” อายุ 45 ปี เป็นภรรยาสาวสวยของนักธุรกิจใหญ่ที่กรุงเทพฯ จะมาดูแล “พระดัง” สม่ำเสมอและสนิทสนมกันเป็นพิเศษ เนื่องจากสามีของ “จ” ป่วย ทำให้ “จ” อ้างเป็นสาเหตุมาทำบุญให้ จึงได้เดินทางโดยเครื่องบินมาพบกับ “พระดัง” เป็นประจำ และ “จ” นำเอาทองคำหนักประมาณ 50 บาทที่เป็นมรดกของตระกูลสามีมาถวายให้ ปรากฏว่าลูกชายกลับจากสหรัฐอเมริกามาทราบเรื่องจึงโวยวายและให้ไปขอทองคำกลับคืนมา ทำให้ “พระดัง” ชู้รักต้องคืนทองคำให้ “จ” และ “จ” ยังเป็นเจ้าภาพในการถวายเงินเพื่อซื้อเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ เตียงนอน เครื่องครัวต่างๆ ให้ “พระดัง”

    ทุกครั้งที่ “พระดัง” ไปเปิดสาขาใหม่ “จ” จะติดตามไปทุกแห่งหน รวมทั้งต่างประเทศ เช่น อินเดีย เนปาล ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ที่ “พระดัง” ไปเปิดสาขาอยู่ด้วย เนื่องจาก “จ” หึงหวงและทุ่มเทเงินทองให้ไปมาก จึงพยายามตามติดไปเฝ้าตลอดเวลาที่ทำได้

    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 กรกฎาคม 2556 11:15 น.


  4. “หลวงปู่พุทธอิสระ” จวก ดร.สนอง หัวหน้าซ่องโจร เตรียมฟ้องพระคณะปกครองกรณีหลวงปู่เณรคำ


    30 มิถุนายน 2556 19:05 น.

    นครปฐม – หลวงปู่พุทธอิสระออกแถลงการณ์การผิดวินัยสงฆ์ของหลวงปู่เณรคำ พร้อมชี้ “ดร.สนอง” ทำเป็นขบวนการปั่้นอรหันต์ เผยพระเถระ และเจ้าคณะปกครองออกมาช่วยป้องเณรคำให้ดูเรื่องเบาลง เตรียมทนายฟ้องศาลปกครองเอาผิดเจ้าคณะปกครอง และมีฟ้องอาญา รอทนายดำเนินการรับการฟ้องจากฝั่งตรงข้ามเช่นกัน ส่วนกรณีพระเกษม ขอจบเรื่องใหญ่ได้ดีเบตกันแน่

    วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่ศาลาอเนกประสงค์ วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม หลวงปู่พุทธอิสระ เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ กรณีความเคลือบแคลงในสังคมเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ แห่งวัดป่าสันติธรรม ที่ปรากฏภาพนั่งเครื่องบินเจ็ต และถ่ายภาพที่ไม่เหมาะสม ขณะยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าหลวงปู่เณรคำ จะเดินทางกลับมาจากประเทศฝรั่งเศสเมื่อไหร่ โดยมีคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่พุทธอิสระเกือบ 1,000 คน ที่เข้ามาทำบุญ และปฏิบัติธรรมร่วมฟังการแถลงข่าวไปพร้อมกัน

    โดยหลวงปู่พุทธอิสระ ได้นำเอกสารที่ได้เรียบเรียงไว้กว่า 4 หน้ากระดาษ ออกมาแถลงโดยมีหัวข้อว่า “อรหันต์โปรโมชันแปลงร่างเป็นอรหอย ใครเป็นผู้ทำให้เกิดอรหันต์เณรคำ” โดยมีใจความว่า ต่อไปนี้เป็นคำพูดจากปากอรหอยที่พิมพ์จากหนังสือ เพชรน้ำหนึ่ง หน้า 402 ความว่า “เราได้ทำให้แจ้งแล้วซึ่งความหลุดพ้น ได้ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน สงบแล้วจากกกิเลสแล้ว สงบจากวิบากกรรรมแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว ชาติภูมิการเวียนว่ายตายเกิดในเราไม่มีอีกต่อไป ชาติปัจจุบันนี้เป็นชาติสุดท้ายที่เพียงพอต่อการเวียนว่ายตายเกิด ภพชาติการเกิดจึงยุติแต่เพียงเท่านี้” (จากหนังสือเพชรน้ำหนึ่ง หน้า 402)

    “และจากการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ปรารถนาเพียรอย่างหนักหน่วงตลอด 7 วัน 7 คืน นับจากวันที่ 25 ธันวาคม จนถึงวันสุดท้าย ได้เกิดดวงตาเห็นธรรมอันพ้นโลก ตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม เวลาตี 2 เป็นคืนอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ผลแห่งการสร้างสมบุญบารมีมาหลายภพหลายชาติ มาในครั้งนี้การทำความเพียรภาวะที่ได้ทำให้แจ้งแล้วซึ่งนิพพาน สงบจากกิเลสแล้ว สงบจากวิบากกรรมแล้ว พรหมจรรย์ของเราอยู่จบแล้ว ชาติภูมิการเวียนว่ายตายเกิดในเราไม่มีอีกต่อไป ภาพชาติการเกิดจึงยุติแต่เพียงเท่านี้”

    “ค่ำคืนนั้นเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันสูงยิ่งแห่งบรมพระศาสดา พร้อมเหล่าอรหันต์สาวกจำนวนมากได้เสด็จมาทางอากาศ ในนิมิตที่สามเณรวิรพลได้เห็นภาพเสด็จมาบิณฑบาตเป็นทิวแถวยาว พระพุทธองค์เสด็จนำหน้า พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร และเหล่าอรหันต์มากมาย ตลอดจนคณะธรรมสายปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ดับขันธ์เข้าพระนิพพานไปแล้ว ต่างได้มาปรากฏ เดินมาในขบวน สามเณรวิรพลจึงได้ยกมือไหว้ พระพุทธองค์ท่านมีเมตตา แย้มโอษฐ์ที่มุมปากเล็กน้อย นี่เธอ ขึ้นมาสะพายบาตรของเธอสิ จงเดินเข้าแถวต่อท้ายเราแล้วไปบิณฑบาตด้วยกัน” (ถอดมาจากหนังสือเพชรน้ำหนึ่ง หน้า 103-104 บรรยายโดยอรหอย)

    เมื่อหลุดพ้นวิเศษศักดิ์สิทธิ์เห็นปานนี้ ขนาดอ้างว่าพระพุทธเจ้ามาชวนเดินบิณฑบาตร่วมแถวด้วย แล้วก็ยังมีคำสำรากอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนออกมารอดหูชาวบ้านในที่ต่างๆ เป็นระยะทางมายาวนานกว่า 10 ปี จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านหลงเชื่ออย่างงมงาย จนไม่ลืมหูลืมตา แล้วทำไมกระทำตนต่ำทราม ตรงกันข้ามกับที่พูดอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังตีน อย่างที่พฤติกรรมปรากกฏออกมามากมาย และยังมีที่ไม่ปรากฏอีก เช่น การ ขี่สกูตเตอร์ งมน้ำดำหอย เป็นต้น

    จนทำให้เสียหายต่อสถานะของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นที่สูงสุดของพระพุทธศาสนา และพระธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดา จนเป็นที่คลางแคลงเสื่อมศรัทธาของผู้ใหญ่ ผู้มีปัญญาอ่อนด้อย และผู้ไม่มีประสบการณ์ทางวิญญาณในการเข้าถึงพุทธรรม อีกทั้งยังจะเป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของคนนอกศาสนาด้วย ตัวอย่างเช่น การ์ตูนล้อเลียนพระสงฆ์ไทยที่ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก หลังจากกรณีพฤติกรรมอื้อฉาวของอรหอยปรากฏในโลกออนไลน์อย่างเสียๆ หายๆ ไม่ทราบว่าพวกเจ้าคณะปกครอง และมหาเถรฯ ได้มีความรู้สึกอะไรบ้างรึเปล่า หรือพวกท่านบรรลุได้หมดแล้ว

    สิ่งเหล่านี้มันจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าหากไม่มีขบวนการปั่นอรหันต์ ที่กระทำโด ดร.สนอง วรอุไร และพวก ซึ่งพวกเขามีการแสร้งเข้ามาพยายามเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมพระศาสนาด้วยการเผยแผ่บรรยายธรรมแก่บุคคลทั่วไปในสถานที่ต่างๆ เริ่มต้นจากการไปตีสนิทกับพระผู้มีชื่อเสียง ให้เป็นที่รู้จักคุ้นเคยของศิษย์ยานุศิษย์ของพระดังนั้น แล้วก็ผันตัวเองเป็นผู้รู้ธรรม จนเป็นที่ยอมรับของบุคคลรอบข้างพระองค์นั้นๆ

    แม้แต่ฉันเองเขาก็เคยเทียวไปเทียวมาอยู่หลายครั้ง เมื่อสร้างความคุ้นเคยเชื่อมั่นได้แล้ว ก็พยายามพูดอวดตนว่าเป็นพระอริยเจ้าระดับโสดาบัน คนผู้นี้ไม่ว่าจะไปอยู่ที่แห่งใด ก็จะพยายามพูดกรอกหูผู้อื่นว่า ตนเป็นผู้บรรลุธรรม และเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้มีญาณทัสสนวิสุทธิ เมื่อเห็นว่ามีผู้ศรัทธาได้ที่ก็พยายามยกบุคคลผู้หนึ่งขึ้นเป็นผู้วิเศษ ดั่งคำโปรโมตของพระโสดาบัน และแล้วก็ถึงเวลานำตัวละครสำคัญออกมาเปิดตัว พร้อมกับโต้โผนำอรหันต์ไปโปรโมตออกเดินสาย สร้างความหลงเชื่อในจังหวัดต่างๆ และ ดร.สนอง กับพวกจะได้อะไรในช่วงนั้นก็ไม่อาจคาดเดา แต่รู้แน่นอนว่าตอนจบจะได้ขึ้นศาล

    หลวงปู่เณรคำต้องอาบัติอะไร

    ปาราชิก เพราะอวดอุตริมน์สสธรรมที่ไม่มีในตัวตน (ปาริชิกกัณฑ์ ที่ 14 )

    ปาจิตตีย์ เพราะโกหก (มุสาวาทวรรค วรรคที่ 1 )

    ปาฏิเทสนียะ เพราะรับและยินดีในเงินทอง (ปาฎิเทสนียะ สิกชาบทที่ 1)

    ทุกกฎ เพราะไม่มีสมณสารูป และโลกะวัช ทำชาวโลกติเตียน (เสขิยกัณฑ์ หมวดสารูป)

    ส่วนปาราชิกข้อที่เสพเมถุน แม้จะมีรูปนอนผู้กับผู้หญิง แต่ต้องรอการพิสูจน์ แต่หากมีบุคคลควรเชื่อได้มากล่าวโจทย์ด้วยอาบัติอะไร เช่น ปาราชิก สังฆาทิเสส หรือถุลลัจจัย ก็ให้ปรับอาบัตินั้น ข้อนี้อยู่ในสิกขาบทที่ว่าด้วยอนิยตกัณฑ์ สิขาบทข้อที่ 1 อีกทั้งยังผิดจรรยาเพราะบวชชาวบ้านโดยยังไม่มิได้อุปัชฌาย์ (ผิด พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 42) ผู้ใดมิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ หรือถูกถอดถอดจากความเป็นอุปัชฌาย์ ตามมาตรา 23 แล้ว กระทำการบรรพชาอุปสมบทแก่บุคคลอื่น ต้องระวางจำโทษคุกไม่เกินหนึ่งปี แล้วหลวงพ่อปานขาว ซึ่งมีสถานะเป็นถึงเจ้าอาวาสวัดไทยในฝรั่งเศส เป็นถึงพระครูฝ่ายวิปัสสนา เป็นเจ้าพนักงานตามกฏหมาย ไม่รู้หรือไงถึงอนุญาตได้ หรือให้ไอ้อรหอยนั่งอุปัชฌาย์ได้ ท่านเป็นเจ้าพนักงานแต่ปล่อยให้ไอ้อรหอยมันสวมเขาให้ น่าอายนัก

    เช่นนี้แล้ว เจ้าคณะผู้ปกครองยังคงต้อวรออรหอยกลับมาอีกทำไม เพราะหลักฐานมันชัดขนาดนี้ หรือว่ารอมันกลับมาจ่ายเงินงวดสุดท้าย ถวายรถอีกคัน

    เรียนท่าน คณะพระสังฆธิการ ผู้มีหน้าที่ดูแลปกครองคณะสงฆ์ในจังหวัดศรีสะเกษทราบ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล พวกท่านเป็นเจ้าคณะปกครอง ออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวอ้างว่าเข้าไปที่สำนักนี้บ่อยๆ ท่านไม่รู้หรือว่าสำนักนี้มันเถื่อน แถมยังทำผิดเห็นๆ โดยขึ้นป้ายสำนักว่า วัดป่าขันติธรรม เพื่อหลอกลวงชาวบ้านให้หลงเชื่อว่าเป็นวัด หรือพวกท่านก็รู้เห็นเป็นใจด้วยต่อการแสดงที่ทั้งเถื่อนแต่แสร้างทำถูก นี่เป็นความบกพร่องข้อที่ 1

    พวกท่านเข้าๆ ออกๆ ในสำนักเถื่อนนี้เป็นประจำ พวกท่านไม่รู้หรือไงว่าเจ้าสำนักมีประวัติความเป็นมาอย่างไร เวลาที่มีผู้ถูกถามท่านจึงโยนกันไปกันมาใครเป็นอุปัชฌาย์ ทั้งที่มันเป็นความรับผิดชอบของพวกท่าน พวกท่านเป็นเจ้าคณะปกครองตามระเบียบคณะสงฆ์ วัดต่างๆในเขตปกครอง จะต้องทำบัญชีแจ้งยอดรายรับรายจ่ายประจำปีให้แก่เจ้าคณะปกครอง พวกท่านเข้าออกสำนักนี้มาเป็นสิบปี ทำไม่ไม่ทวงถามถึงบัญชีรายรับรายจ่ายที่ต้องส่งตามระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ นี่ถือว่าเป็นความบกพร่องข้อที่ 2

    พวกท่านไม่เคยได้รู้ได้เห็น ได้ยิน ต่อพฤติกรรมที่จะละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ตั้งแต่อาบัติอย่างหนัก อาบัติอย่างกลาง และอาบัติอย่างเบา ของเจ้าสำนักเถื่อนแห่งนี้เลยหรือ หรือว่าลาภสักการะมันปิดตาบังใจพวกท่าน จนทำให้พวกท่านหลงลืมคำสอนของพระบรมศาสดา ว่าภิกษุเมื่อรู้เห็นเพื่อภิกษุด้วยกันละเมิดวินัย จะด้วยเจตนาหรือไม่ ต้องกล่าวตักเตือนด้วจิตที่หวังดีและเอ็นดู นี้เป็นข้อบกพร่องที่ 3 (หากไสามารถกล่าวตักเตือนจะต้องอาบัติปาจิตตีย์ สัปปาณวรรค สิกขาบทที่ 4 )

    พวกท่านไม่รู้หรือไงว่า ภิกษุรับเงินทองด้วยความยินดี ต้องอาบัตินิสสัคคปาจิตตีย์ ต้องสละของนั้นจึงจะปลงอาบัติ แล้วยังมีหน้าออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ที่อรหันต์ถวายเป็นชื่อของอาตมาเอง ทั้งที่ตนมีสถานะเป็นถึงเจ้าคณะภาค แล้วจะไปปกครองผู้อื่นได้หรือ หากผู้ปกครองไม่รู้จักความละอาย เมื่อมีเรื่องฉาวต่อพระพุทธศาสนา และกระเทือนต่อศรัทธาของพุทธบริษัท แทนที่พวกท่านจะออกมาปกป้องพระพุทธศาสนา พระธรรมวินัย พวกท่านกลับออกมาให้สัมภาษณ์ปกป้องพวกมารศาสนาอย่าเอาสีข้างเข้าถู ยกย่องลาภสักการะมากกว่าพระธรรมวินัย

    เงิน และรถมันคงบังหูตาของท่านอยู่ ท่านจึงได้พยายามปกป้อง ทั้งที่ความผิดมันชัดเจน แทนที่พวกท่านจะดำเนินตามวิถีทางการระงับอธิกรณ์ เพราะเรื่องทั้งหมดเป็นอนุวาทาธิกรณ์ เป็นเรื่องของศีลวิบัติ อาจารย์วิบัติ และอาชีววิบัติ เมื่อจำเลยไม่อยู่ หรือไม่ยินยอมมาให้พิจารณาคดี พระบรมศาสดาก็ทรงให้ใช้ตัสสปาปิยสิกา คือการลงโทษแก่ผู้กระทำผิด มี 5 องค์ คือ เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ เป็นผู้ไม่ละอาย เป็นผู้มีโจทก์ฟ้อง ให้สงฆ์ลงมติลงโทษ และลงโทษโดยหลักธรรมวินัย แล้วยังมีประกาศแถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่มที่ 3 ตอนพิเศษ มาตรา 15 ตรี และมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ข้อ 3 ความว่า

    (1) ในกรณีพระภิกษุรูปใดประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกัน หรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ ให้เจ้าอาวาสซึ่งภิกษุนั้นสังกัดอยู่หรือพำนักอาศัยมีอำนาจ หน้าที่ แนะนำ ชี้แจงตักเตือนให้พระภิกษุนั้นประพฤติตามพระธรรมวินัยเป็นลายลักษณ์อักษรโดยกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่ หากพระภิกษุนั้นไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ชี้แจง ตักเตือน ภายในเวลาที่กำหนด ให้เจ้าอาวาสซึ่งพระภิกษุนั้นสังกัดอยู่รายงานโดยลำดับ จนถึงเจ้าคณะอำเภอสังกัด เพื่อวินิจฉัยให้สละสมณเพศต่อไป

    กระบวนการทั้งหมดนี้ พวกท่านที่เป็นเจ้าคณะปกครองได้กระทำแล้วหรือยัง หากยังถือว่าพวกท่านละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมันจะเข้าข่าย “ผู้บังคับบัญชารูปใดไม่จัดการลงโทษผู้อยู่ในบังคับบัญชาที่ละเมิดจริยา หรือจัดการลงโทษโดยไม้สุจริตถือว่า ผู้บังคับบัญชารูปนั้นละเมิดจริยา”

    โทษฐานละเมิดจริย

    1.ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่

    2.ปลดจากตำแหน่งหน้าที่

    3. ตำหนิโทษ

    4. ภาคทัณฑ์

    ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะทำร้าย หรือทำลายใคร แต่ต้องการคงรักษาไว้ซึ่งพระสัจธรรมอันบริสุทธิ์ บริบูรณ์ มีประโยชน์ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด หากผมไม่กระทำก็อาจเข้าข่ายได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีจิตเมตตา หวังดี เอ็นดู ก็ถือว่าผิดพระวินัยต้องอาบัติเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะผมต้องการจะรักษาตัวเอง แต่สิ่งที่ผมรักและต้องการรักษาด้วยชีวิต คือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราฉะนั้นไม่ว่าไอ้อี และมันผู้ใด บังอาจมาทำให้พระธรรมวินัยมีมลทิน เป็นข้อกังขาต่อมหาชน ผมจะสู้กับมันแม้นชีวิตจะหาไม่ก็ตาม

    พระพุทธอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ)

    29 มิถุนายน 2556

    (อาตมามิใช่เจ้าอาวาสนะจ๊ะ)

    จากนั้น หลวงปู่พุทธอิสระ กล่าวว่า ตอนนี้ได้มีทนายอาสาจะดำเนินการให้ในเรื่องการฟ้องไปยังศาลปกครองเพื่อฟ้องร้องต่อเจ้าคณะปกครอง ฐานละเลยและเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และจะฟ้องทางอาญาด้วย ด้วย ดร.สนอง วรอุไร จัดว่าเป้นพวกซ่องโจร รวมตัวกันเพื่อปันอรหันต์ และทราบว่าตอนนี้ ทางนั้นหลวงปู่เณรคำ มีลูกศิษย์ ได้รวมเงินกันเพื่อจะจ้างทนายระดับประเทศจะมาฟ้องร้องซึ่งตอนนี้ก็รับทราบ และเตรียมตัวรอแล้ว และมีทนายอาสาจะเข้ามาช่วย ตอนนี้ก็เตรียมขายพริกในวัดมาใช้จ้างทนาย

    และเรื่องนี้ต้องฝากสื่อมวลชนต้องช่วยกันติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และที่มีลูกศิษย์เป็นห่วงจะจัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ มาดูแล ยืนยันว่าฉันมาคนเดียวอย่าให้ใครต้องเดือดร้อน ฉันตั้งใจคิดคนเดียว ทำคนเดียว ที่เหลือก็ขอให้เป็นกำลังใจให้กันไม่อยากให้ลูกศิษย์เคลื่อนไหวอะไร ทางกฎหมายก็ว่ากันไป

    วันเดียวกัน นายวรัญชัย โชคชนะ ประธานกลุ่มพุทธศาสนิกชนไทย ได้แจ้งว่า ทางกลุ่มได้มีหนังสือเรียกยืนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)แล้ว มี 3 เรื่อง คือ 1.ให้เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ สอบสวน และลงโทษการกระทำความผิดของหลวงปู่เณรคำทันที 2.ให้กองปราบตรวสอบโดยด่วน พร้อมทั้งอออกหมายเรียก และออกหมายจับทันที ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ถ้าหากพบการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา 3.ให้ ปปง.ออกหมายอายัดทรัพย์และเงินสดในธนาคารทุกแห่งทันที พร้อมผู้ร่วมขบวนการทุกคน พร้อมทั้งยึดทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ หากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปจะมีการยักย้าย ถ่ายเท ปิดบัง ซ่อนเร้น เงินทอง และทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะยากต่อการตรวจสอบ

    ทั้งนี้ หลวงปู่พุทธอิสระ ได้กล่าวถึงกรณีหลวงพ่อเกษม แห่งสำนักป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์ ว่ายังไม่ลืมนัดถกปัญหาทางธรรมกัน แต่ขอจบเรื่องนี้ก่อน และกำลังจะจัดสถานที่ให้ บอกหลวงเฮียไม่ต้องกลัว ยังยืนยันจะถกปัญหาด้วยแน่ ถือเป็นการดีเบทตทางธรรมไม่ได้คิดเป็นศัตรูกัน

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


  5. พศ.รวบรวมคลิป’หลวงปู่เณรคำ’


    วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2556

    พศ.รวบรวมคลิป’หลวงปู่เณรคำ’ส่ง’เจ้าคณะปกครองสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ’สอบผิดวินัยหรือไม่

    1 ก.ค.56 นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า กรณีที่มีการนำเสนอข่าวเรื่องคลิปวีดิโอหลวงปู่เณรคำที่หลายคนมองว่าอาจจะ เข้าข่ายอวดอุตริมนุษยธรรมนั้น ตนได้สั่งการให้นายวิรอด ไชยพรรณนา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ศรีสะเกษ ไปรวบรวมคลิปวิดีโอที่มีการพูดถึง เพื่อส่งให้เจ้าคณะปกครองสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวอยู่ เพราะ พศ.ไม่มีอำนาจไปตัดสิน ต้องปล่อยให้เจ้าคณะปกครองเป็นผู้ชี้ขาดว่า คลิปที่พูดถึงกันนั้นเป็นการแอบอ้างหรือไม่ ทั้งนี้หากพิสูจน์หรือเจ้าคณะปกครอง ลงความเห็นว่าการกระดังกล่าวเป็นการอวดอุตริมนุษยธรรมก็ถือว่าผิดพระธรรม วินัย

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุดหลวงปู่พุทธอิสระ วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ออกมาระบุว่าหนังสือชื่อ เพชรน้ำหนึ่ง เขียนโดยหลวงปู่เณรคำ มีเนื้อหาบางส่วนเป็นการอวดอุตริมนุษยธรรม นายนพรัตน์ ตอบว่า คงต้องมอบหมายให้ พศจ.ศรีสะเกษ ไปดำเนินการเช่นเดียวกันกับกรณีคลิปวีดิโอด้วย

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ความคืบหน้าจากการคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ประสานงานมาให้ร่วมลงพื้นที่วัดป่าขันติธรรมในวันที่ 1 กรกฎาคม ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า เนื่องจากตนติดภารกิจจึงไม่สามารถลงพื้นที่ อย่างไรก็ดีคงต้องรอดูอีกครั้ง อาจจะมอบให้รองผู้อำนายการ พศ.ไปลงพื้นที่แทน เพราะขณะนี้มีงานเร่งด่วนหลายเรื่องต้องทำให้เสร็จ

    ที่มา คมชัดลึกออนไลน์ วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2556


  6. ชาวศรีสะเกษ เตรียมนิมนต์”หลวงปู่เณรคำ”ย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น

    ชาวศรีสะเกษ เตรียมนิมนต์หลวงปู่เณรคำ ไปอยู่ที่จังหวัดอื่น หลังทนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับสมณะเพศ

    นายวุฒิพงษ์ คำเพราะ ตัวแทนชาวบ้านที่จังหวัดศรีสะเกษ บอกว่า ข่าวพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กับการเป็นสมณะเพศของพระวิรพล สุข หรือหลวงปู่เณรคำ ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม บ้านยาง อำเภอกันทรารมย์ ที่เผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ทำให้จังหวัดศรีสะเกษ เสื่อมเสียชื่อเสียง ชาวบ้านจึงเตรียมที่จะขอนิมนต์ ให้หลวงปู่เณรคำ ไปอยู่จังหวัดอื่น เพราะเท่าที่ผ่านมา จังหวัดศรีสะเกษ เสื่อมเสียมาหลายเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง รถหรู , เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ชาวศรีสะเกษ จึงอยากจะกอบกู้ชื่อเสียงให้กับจังหวัด ไม่ให้เสียหายบอบช้ำไปกว่านี้

    ที่มา ครอบครัวข่าว3

  7. ‘เณรคำ’ร่อนหนังสือแจงเหตุไม่กลับไทย

    ‘หลวงปู่เณรคำ’ส่งหนังสือลงนามเอง รายงานจากต่างแดน กรณีที่เป็นข่าวโดยมอบให้พระลูกวัดนำมาส่ง เพื่อชี้แจงเหตุที่ยังกลับไม่ได้

    1 ก.ค.56 ที่สำนักสงฆ์เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ วัดป่าศรีสำราญ ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ พระเสียน ติกขวิโร พระลูกวัดป่าขันติธรรม ได้นำหนังสือที่ลงนามโดย พระวิรพล ฉัตตฺโก หรือ หลวงปู่เณรคำ ประธานที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม มาส่งให้กับ พระครูวัชระสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีสำราญ ตำแหน่งพระเลขาเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ตามที่เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ได้มีหนังสือคำสั่งให้พระวีรพล เข้าพบเพื่อชี้แจงเหตุต่างๆ ตามที่เป็นข่าวมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะส่งผลให้คณะสงฆ์ในจังหวัดศรีสะเกษเสื่อมเสียได้นั้น พระวีรพล ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง และมอบหนังสือที่ลงนามด้วยตนเองมาส่งเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ดังนี้

    โดยหนังสือมีข้อความว่า ตามที่มีกรณีข่าวพระวิรพล ฉตฺติโก ประธานสงฆ์ป่าขันติธรรม ตำบลยาง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเหตุให้เกิดความสงสัยว่าเป็นไปในทางเสื่อมแก่พระวิรพล ในเรื่องพระธรรมวินัยของสงฆ์ พร้อมทั้งทำให้เกิดความเสื่อมถอยศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชน ผู้ได้รับฟังข่าวจากการนำเสนอของสื่อมวลชน และยังมีการเสนอข่าวให้มีเรื่องราวออกไปอีกมากมายหลายประเด็น อย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากวันเพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ ก็ไม่มีความชัดเจนในการกลับมาของพระวิรพล เพื่อให้การในการสอบสวน ข้อเท็จจริงในเรื่องต่าง อาศัยในความตารมในกฎหมายเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ว่าด้วยการลงนิคคหิตกรรม เกล้าฯ กระผม ขอชี้แจงตามคำสั่ง 5 ข้อ ดังนี้

    1.ให้พระวิรพล ฉัตตฺโก หรือผู้แทนที่เป็นสงฆ์ (ธ) ที่เชื่อถือได้ แจ้งมาให้คระสงฆ์จังหวัดทราบวันที่จะเดินทางกลับมาให้การสอบสวนให้ชัดเจนแน่ นอน ขอชี้แจงว่า มอบให้พระเสียน ติกชวโร ไป

    2.ให้พระวิรพล ฉัตตฺโก แจ้งสังกัดวัดใด ขอชี้แจงว่า สังกัดวัดใต้พระใหญ่องค์ตื้อ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี จริง เพราะยังไม่ได้ย้ายสังกัด เนื่องจากที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม ยังไม่ใช่วัดที่ถูกต้อง

    3.ให้พระวิรพล ฉัตตฺโก กลับมาให้การสอบสวน ด้วยตนเองภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ขอชี้แจงว่า เกล้าฯ กระผมไม่สามารถกลับมาได้ตามวันที่กำหนด เพราะปฎิบัติศาสนกิจที่ต่างประเทศ

    4.ให้พระวิรพล ฉัตตฺโก สั่งให้ศิษย์ฆราวาสงดการให้ข่าวเกี่ยวกับวินัยสงฆ์ ซึ่งไม่ใช้วิสัยของฆราวาส ขอชี้แจงว่า ได้แจ้งลูกศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิต และคฤหัสถ์งดเสนอข่าวตอบโต้แล้ว

    5.ให้พระวิรพล ฉัตตฺโก นำข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมอบถวาย ให้เจ้าคณะจังหวัด(ธ) เพื่อจะประมวลข้อมูลในการสอบสวน ขอชี้แจงว่า ได้มอบอำนาจให้พระเสียน ติกขวิโร พระวัดป่าขันติธรรม นำเอกสารหลักฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้นำถวายพระเดชพระคุณเพื่อโปรดทราบแล้ว รับรองตามนี้ ลงชื่อ เป็นลายเซ็น และใต้ลายเซ็นมีชื่อ พระวิรพล ฉัตตฺโก ตำแหน่งใต้ชื่อประธานที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม มามอบให้พระเลขาเพื่อนำเสนอต่อเจ้าคณะจังหวัดต่อไป

    จากนั้นพระ เลขาเจ้าคณะจังหวัด ได้เรียกประชุมคณะทำงาน คระพระสงฆ์ เจ้าคณะอำเภอเมือง พระที่เกี่ยวข้องประชุมพร้อมกับ เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยมี นายวิรอด ไชยพรรณนา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา พร้อมรอง และคณะ ซึ่งในการนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยทั้งพระ และฆารวาส เพื่อที่จะเข้าไปดำเนินการสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชี้แจงของพระวีรพล ฉตฺติโก เพื่อที่จะได้ทราบในเรื่องการจัดตั้งวัด จากที่ยังเป็นที่พักสงฆ์อยู่ การสอบเส้นทางทางการเงินบริจาค เข้า – ออก ในการจัดสร้างศาสนาสถานต่างๆ ภายในที่พักสงฆ์ ทั้งเรื่องการขออนุญาตจัดสร้างสิ่งต่างๆ การออกแบบ การรับเหมาก่อสร้าง การพิจารณาในเรื่องการอวดอุตริหรือไม่ในการที่มีภาพเป็นข่าวออกมาเป็นระยะๆ ที่มาของภาพเป็นจริงเชื่อถือได้มากแค่ไหน การประพฤติตัวตนผิดพระวินัยสงฆ์ หรือไม่ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่ส่อไปในการเสื่อของสงฆ์ศรีสะเกษ ต่อไป และให้รายงานโดยตรงต่อเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ(ธ) ต่อไปโดยเร็วเพื่อทำความกระจ่างให้สังคม
    “สำนักงานพระพุทธศาสนา”ยังรอขั้นตอน เข้าตรวจสอบทรัพย์สินวัดป่าขันติธรรม

    นายวิรอด ไชยพรรณา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การตรวจสอบทรัพย์สินของวัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ทางคณะกรรมการยังไม่ได้ตรวจสอบ เพราะอยู่ระหว่างศึกษาเรื่องระเบียบกฎหมายว่า จะดำเนินการโดยใช้ระเบียบกฎหมายใดได้บ้าง และคณะกรรมการก็ได้ขอคำปรึกษาจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้คำแนะนำในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม อยากจะขอให้ พระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ได้มาชี้แจงกับคณะกรรมการด้วยตัวเอง ต่อประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความเหมาะสม เพื่อให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจนเร็วยิ่งขึ้น

    พศ.รวบรวมคลิป”หลวงปู่เณรคำ”

    นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า กรณีที่มีการนำเสนอข่าวเรื่องคลิปวีดิโอหลวงปู่เณรคำที่หลายคนมองว่าอาจจะ เข้าข่ายอวดอุตริมนุษยธรรมนั้น ตนได้สั่งการให้นายวิรอด ไชยพรรณนา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ศรีสะเกษ ไปรวบรวมคลิปวิดีโอที่มีการพูดถึง เพื่อส่งให้เจ้าคณะปกครองสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวอยู่ เพราะ พศ.ไม่มีอำนาจไปตัดสิน ต้องปล่อยให้เจ้าคณะปกครองเป็นผู้ชี้ขาดว่า คลิปที่พูดถึงกันนั้นเป็นการแอบอ้างหรือไม่ ทั้งนี้หากพิสูจน์หรือเจ้าคณะปกครอง ลงความเห็นว่าการกระดังกล่าวเป็นการอวดอุตริมนุษยธรรมก็ถือว่าผิดพระธรรม วินัย

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุดหลวงปู่พุทธอิสระ วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ออกมาระบุว่าหนังสือชื่อ เพชรน้ำหนึ่ง เขียนโดยหลวงปู่เณรคำ มีเนื้อหาบางส่วนเป็นการอวดอุตริมนุษยธรรม นายนพรัตน์ ตอบว่า คงต้องมอบหมายให้ พศจ.ศรีสะเกษ ไปดำเนินการเช่นเดียวกันกับกรณีคลิปวีดิโอด้วย

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ความคืบหน้าจากการคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ประสานงานมาให้ร่วมลงพื้นที่วัดป่าขันติธรรมในวันที่ 1 กรกฎาคม ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า เนื่องจากตนติดภารกิจจึงไม่สามารถลงพื้นที่ อย่างไรก็ดีคงต้องรอดูอีกครั้ง อาจจะมอบให้รองผู้อำนายการ พศ.ไปลงพื้นที่แทน เพราะขณะนี้มีงานเร่งด่วนหลายเรื่องต้องทำให้เสร็จ

    ที่มา คมชัดลึกออนไลน์ วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2556


  8. กมธ.ศาสนา ส่งสายลงพื้นที่วัดป่าขันติธรรม พบมินิมาร์ทใกล้ที่พักสงฆ์

    วันที่ 1 ก.ค. นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังชล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณี การติดตามความคืบหน้าถึง พฤติกรรมไม่เหมาะสมของ พระวิระพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม ว่า ขณะนี้ได้ให้ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการรายหนึ่งลงพื้นที่แบบลับ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมทั้งในส่วนต่างๆทั้งที่มาที่ไป ของการสร้างวัดป่าขันติธรรมว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก็ได้รายงานเบื้องต้นมาว่า มีที่พักสงฆ์สร้างด้วยปูน 4 – 5 หลัง มีมินิมาร์ทอยู่ใกล้เคียง มีหอประวัติบอกเล่าอภินิหาร ของหลวงปู่เณรคำ และยังมีตู้้เซฟรับบริจาคขนาดใหญ่ขนาด 2 x 2 เมตร เพื่อรับบริจาคทั้งเงินและทอง ส่วนในเรื่องเส้นทางการเงินการรับบริจาค แม้ว่าวัดป่าขันติธรรมไม่มีใบอนุญาติทำให้สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติตรวจสอบไม่ได้ แต่คณะกมธ.พุทธศาสนาก็มองว่าสามารถหาข้อมูลได้จากสถาบันทางการเงิน หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากการรับบริจาคของวัดป่าขันติธรรมนั้นส่อไปทางทุจริต โดยจะให้สายที่ลงพื้นที่นั้นมารายงานผลการลงพื้นที่ให้แก่คณะกรรมธิการรายอื่นฟังในวันที่ 3 ก.ค. เวลา 14.00 น. เพื่อนำมาพิจารณาประกอบกับรายงานสำนักพุทธแห่งชาติต่อไป

    ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:19 น.

  9. ผ่าขุมทรัพย์ ซ้อใหญ่แห่งดอกบัวคู่ ว่ากันว่าถวาย “เครื่องเจ็ท” ให้หลวงปู่?

    กำลังถูกสังคมกล่าวถึงอย่างมาก สำหรับ “นางสุนันทา ลีเลิศพันธุ์” หรือ “ซ้อนันท์” เจ้าของบริษัท ดอกบัวคู่ จำกัด

    หลัง ปรากฏคลิปเสียง ออกมายอมรับว่า เป็นผู้จัดซื้อครื่องบินเจ็ท เฮลิคอปเตอร์ และรถหรู ให้กับหลวงปู่เณรคำ รวมถึงการ ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของดอกบัวคู่ ในฐานะโยมอุปัฏฐากหลวงปู่เณรคำ

    ร้อนถึง “นายปิติ ลีเลิศพันธุ์” กรรมการผู้จัดการบริษัทดอกบัวคู่ ลูกชายตัวจริง ของนางสุนันทา ต้องรีบออกมาแถลงข่าวแก้ข้อกล่าวหาทันที

    เบื้องต้น นายปิติ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ว่า ทางดอกบัวคู่ ไม่เคยซื้อเครื่องบินเจ็ท และเฮลิคอปเตอร์ รวมถึงรถหรู ให้กับหลวงปูเณรคำ มีเพียงแค่พี่สาวที่ซื้อรองเท้าหลุยส์ให้กับพระทุกองค์ที่เดินทางไปฝรั่งเศส รวมทั้งพระเณรคำ

    พร้อมย้ำชัดเจนว่า เรื่องเงินบริจาค พระเป็นผู้เก็บเงินไปเอง ส่วนเงินที่ดอกบัวคู่ได้บริจาคให้พระเณรคำตั้งแต่เริ่มศรัทธา รวมเป็นเงิน เกือบ 10 ล้านบาท ก่อนที่ช่วง 2 ปีหลังจะเริ่มห่างออกมา

    ไม่ว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร?

    สำนักข่าวอิศราwww.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ดอกบัวคู่ จำกัด จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า จดทะเบียนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2532 ทุน 200 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 12/5 ซอยพัฒนเวศม์ ถนนคลองตัน-พระโขนง (สุขุมวิท 71) แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายยาสีฟัน สบู่ แชมพู สมุนไพร ตราดอกบัวคู่

    ปรากฏชื่อ นาง สุนันทา ลีเลิศพันธ์ และนางสาวปิยรดา ลีเลิศพันธ์ ลูกสาว และ นายปิติ ลีเลิศพันธ์ ลูกชาย เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ

    สำหรับ โครงการสร้างผู้ถือหุ้น ล่าสุด บริษัทฯ นาง สุนันทา ลีเลิศพันธ์ ถือมากสุด จำนวน 33,315 หุ้น ส่วนหุ้นที่เหลือกระจายอยู่ที่คนนามสกุล ลีเลิศพันธ์ ทั้งหมด

    จากการตรวจสอบข้อมูลธุรกิจบริษัทฯ พบว่า ปี 2554 แจ้งว่า มีรายได้รวม 752,989,647.82 บาท แต่มีกำไรสุทธิแค่ 9,747,609.76 บาท ขณะที่ปี 2553 แจ้งว่ามีรายได้รวม 735,028,934 บาท มีกำไรสุทธิ 17,881,065.96 บาท ปี 2552 แจ้งว่ามีรายได้รวม 760,360,074.03 บาท มีกำไรสุทธิ 35,364,475.55 บาท ปี 2551 แจ้งว่ามีรายได้รวม 725,627,934.26 บาท มีกำไรสุทธิ 33,621,737.91 บาท และปี 2550 มีรายได้รวม 746,643,771.03 บาท มีกำไรสุทธิ 50,228,002.93 บาท

    ข้อมูลจากงบดุบ แสดงสถานะทางการเงิน ของบริษัทล่าสุด ปี 2554 ที่นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัทมีสินทรัพย์รวม 656,369,486.28 บาท แบ่งเป็นเงินสด 14,123,187.86 บาท เงินลงทุนระยะยาว 197,000,000 บาท ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ – สุทธิ 145,197,132.90 บาท

    ส่วนหนี้สินมีจำนวน 231,457,423.55 บาท แบ่งเป็นเงินเบิกเกินบัญชีจากสถาบันการเงิน 1,826,421.48 บาท

    เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น 143,476,135.85 บาท หนี้สินที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 3,015,186.00
    เงินกู้ยืมระยะยาว 76,458,523.17 บาท

    ส่วนยอดกำไร สะสมจากการทำธุรกิจอยู่ที่ 274,912,062.73 บาท

    จาก การตรวจสอบยังพบว่า นอกเหนือจากบริษัทดอกบัวคู่ จำกัดแล้ว นาง สุนันทา ลีเลิศพันธ์ และคนในครอบครัว ยังปรากฎชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น ธุรกิจเอกชนอีกหลายสิบบริษัท ประกอบธุรกิจส่งออกนอก ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โรงแรม ธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น

    มีมูลค่าวงเงินลงทุนนับพันล้านบาท!!

    ด้วย มูลค่าทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร ที่หลายคนในสังคมจะเชื่อว่า “นางสุนันทา” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น เคยเป็นโยมอุปัฏฐากหลวงปู่เณรคำ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน และของใช้ สุดหรู ของ หลวงปู่เณรคำ?

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2556 สำนักข่าวเนชั่นรายงานข่าว ว่า หลวงปู่พุทธอิสระ วัดอ้อน้อยธรรมอิสระ เปิดเผยถึงกรณีเณรคำ ว่ามหาเถรสมาคม สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติปล่อยให้เณรคำ กระทำการปล้นพระศาสนา ทำเรื่องมัวหมองได้อย่างไร

    จากนั้นหลวงปู่ พุทธอิสระ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนางสุนันทา ลีเลิศพันธ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ตราดอกบัวคู่ โดยมีสื่อมวลชนบันทึกภาพและเสียงระหว่างการสนทนา กับนางสุนันทาฯเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายประการ

    โดยนางสุ นันทาฯ รับว่าเคยบริจาคทรัพย์จำนวนมากให้หลวงปู่เณรคำ และมีการนิมนต์ไปบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน และที่สำคัญ มีการจ่ายเช็คเงินสดค่าเครื่องบินลำเล็กที่ซื้อกับหมอเบิร์ด ที่ประเทศมาเลเซีย มูลค่า 17 ล้านบาท ส่วนเครื่องบินลำใหญ่ซื้อที่ไหนไม่รู้และมีการเจรจาดูโบชัวร์เฮลิคอปเตอร์ มูลค่า 80 ล้านบาทที่บ้านของนางสุนันทาฯด้วย โดยอ้างว่าซื้อเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ไว้ใช้เป็นยานพาหนะ ถ้าไม่ได้เดินทางไปไหนก็ให้คนอื่นเช่าได้และครอบครัว เคยเดินทางไปเที่ยวฝรั่งเศส กับหลวงปู่เณรคำ และลูกสาวของตนซื้อกระเป๋าหลุยส์วิตตองให้ เนื่องจากหลวงปู่เณรคำอยากได้จริง และตนเคยคิดจะทำพินัยกรรมยกสมบัติให้หลวงปู่เณรคำ

    นางสุนันทาฯ กล่าวทางโทรศัพท์อีกว่า เมื่อเขาเรียกเราว่าแม่ และเมื่อรู้ว่าลูกของตนกำลังหลอกลวงชาวบ้าน ก็สมควรออกมาพูดเรื่องจริง สังคมก็จะได้เชื่อมั่นและเชื่อว่าเณรคำมันลวงโลก ที่สำคัญวันนี้คนของเณรคำให้ร้ายคนที่มันเรียกว่าแม่ โดยกล่าวหาว่าโยมแม่หลวงปู่เณรคำ (นางสุนันทาฯ)เป็นคนเก็บเงิน เอาเงินไปหมด และที่ว่าเป็นคนจัดคิวสาวๆให้เณรคำนั้น ก็ไม่ใช่แบบนั้น เป็นเพียงจัดระบบการเข้าพบและถวายสิ่งของเท่านั้น

    ด้านหลวงปู่พุทธ อิสระ กล่าวว่า หลวงปู่เณรคำที่คนรู้จักนั้น สำหรับอาตมามันไม่ได้เป็นพระตั้งแต่มันบอกว่ามันเป็น”อรหันต์“แล้ว และอยากให้นางสุนันทาฯออกมาปกป้องพระศาสนา อย่าไปช่วยเหลือหรือช่วยปกปิดความผิดให้มารศาสนา และที่อาตมาออกมาท้าชนกับพวกมารศาสนาก็ไม่กลัวโดนย้อนศร ย้อนดูอดีตเณรคำ ว่าเมื่อก่อนมันมีอะไร นาก็ยังต้องเช่าเขาทำ เดี๋ยวนี้มีมากมายทั้งบ้าน คฤหาสน์ รถหรู เครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์มาจากไหน วันนี้ไม่ต้องไปตรวจสอบอะไรหรอก มันไม่มีอะไรเหลือไว้ให้ตรวจสอบแล้ว ที่มันไม่สร้างวัดเพราะไม่ต้องการถูกตรวจสอบ ฉะนั้นมันคงไม่ทิ้งหลักฐานไว้แน่นอน

    ล่าสุดคนในครอบครัว นางสุนันทาฯ ออกมาปฏิเสธข้อมูลทั้งหมด พร้อมระบุว่าจากนี้ไปจะไม่ขอออกมาให้ข่าวหรือตอบโต้ใดๆ เพราะไม่ต้องการให้เรื่องปานปลายเสื่อมเสียต่อพุทธศาสนา….

    ที่มา: สำนักข่าวอิศรา


  10. ปปง. สอบพบ 10 บัญชีธนาคารหลวงปู่เณรคำและเครือข่าย มีเงินหมุนเวียนทุกวันกว่า 200 ล้านบาท เตรียมตรวจสอบหลังพบพฤติการณ์ส่อฉ้อโกงประชาชน

    วันนี้ (2 ก.ค.) ร้อยตำรวจเอกหญิง สุวณีย์ แสวงผล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของพระวิระพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ตำบลยาง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ กับพวก โดยระบุว่าภายหลังตรวจสอบฐานข้อมูลธุรกรรม 16 บัญชีของหลวงปู่เณรคำและพวก พบว่า 10 บัญชี เป็นของหลวงปู่เณรคำและเครือข่าย มีกระแสเงินหมุนเวียนมากกว่า 200 ล้านบาท และเงินมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาแทบทุกวัน เบื้องต้นถือเป็นบัญชีที่มีเหตุอันควรสงสัยจึงขอเตือนเครือข่ายหลวงปู่เณรคำ ห้ามเคลื่อนย้ายทรัพย์สินในบัญชีเด็ดขาดเพราะจะเข้าข่ายการฟอกเงินทันที หากมีการนำเงินไปซื้อรถ เครื่องบิน หรือทรัพย์สินใดๆ ทรัพย์นั้นก็จะผิดฐานฟอกเงิน และต้องถูกยึดอายัดเช่นกันหากเป็นเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน

    รองเลขาธิการ ปปง. กล่าวด้วยว่า รายงานธุรกรรมที่พบเงินหมุนเวียนมากกว่า 200 ล้านบาท เฉพาะรายงานที่มีการทำธุรกรรมมากกว่า 2 ล้านบาทในแต่ละครั้งที่กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินต้องแจ้งกับ ปปง.ไม่รวมธุรกรรมอื่นๆ ที่มีการเคลื่อนไหวต่ำกว่า 2 ล้านบาท ทำให้สงสัยว่าหลวงปู่เณรคำและเครือข่ายอาจมีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตาม มูลฐานกฎหมายฟอกเงินด้วยการฉ้อโกงประชาชนในโครงการต่างๆ ทั้งการจัดสร้างพระแก้ว เปิดบัญชีหลอกให้ประชาชนมาบริจาคเงินจัดสร้างโรงพยาบาล ซึ่งในสัปดาห์หน้า ปปง. จะลงพื้นที่ที่วัดป่าขันติธรรม เพื่อรวบรวมประจักษ์พยาน จากนั้นจะรายงานเข้าสู่คณะกรรมการธุรกรรมในวันที่ 19 กรกฎาคม เพื่อให้มีการมอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินอย่างเต็มรูปแบบ

    ที่มา สำนักข่าว ทีนิวส์ คอลัมน์ : อาชญากรรม 02-07-13 13:33

  11. ยื่นหลักฐานเณรคำเพิ่มให้ ปปง.

    วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2556 เวลา 17:38 น.

    วันนี้ ( 2 ก.ค. )ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายรวมพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เข้าพบ ร.ต.อ.หญิง สุวนีย์ แสวงผล รองเลขาธิการ ปปง.ฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อให้ถ้อยคำ พร้อมนำเอกสารสำคัญประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมต่างๆมายื่นให้ทางปปง.

    นายสงกานต์ เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาเพื่อให้ข้อมูล และเอกสารเพิ่ม หลังจากที่เคยมายื่นแล้ว ได้ไปสอบถามผู้มีความรู้เกี่ยวกับการสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ของหลวง ปู่เณรคำ ที่ระบุว่ามูลค่าประมาณ 2,500ล้านบาท ทั้งที่จริงสร้างด้วย ผงเรซินผสมหินสีเขียว มูลค่าจริงน่าจะไม่เกิน 30ล้านบาทเท่านั้น รวมทั้งตรวจสอบทองคำแท่งที่รับบริจาค น้ำหนัก 8,000 กก. มูลค่าเกือบหมื่นล้านบาท ว่าอยู่ที่ใด ส่วนกรณีการขอรับบริจาคเพื่อสร้าง โรงพยาบาลที่ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อสอบถามกับผู้อำนวยการ พบว่ายังไม่ได้รับอนุญาต ทั้งที่ความจริงต้องมีการขออนุญาตก่อน มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ยอดเงินรวมต้องชัดเจน นอกจากมายื่นที่ ปปง. แล้วยังได้ให้ บก.ป. ช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงินต่างๆอีก รวมทั้งพี่น้องของหลวงปู่เณรคำ ที่มีทั้งหมด 5 คน หลวงปู่เณรคำเป็นบุตรคนที่ 4 และญาติพี่น้องมีฐานะร่ำรวยผิดปกติ บางคนมีบ้านราคา 20ล้านบาท รถหรูหลายคัน ซึ่งเรื่องนี้ตนจะเดินทางไปที่ บก.ป. วันพรุ่งนี้ ( 3 ก.ค. ) เวลา 11.00 น. ซึ่งทาง บก.ป. จะมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอีกด้วย

    ด้านร.ต.อ.หญิง สุวนีย์ เผยว่า ข้อมูลเอกสารที่มายื่นเพิ่มเติมวันนี้มีประโยชน์ ชัดเจนมากขึ้น โดยจะเก็บรวบรวมกับที่เคยมายื่นไปแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานประกอบสำนวน เบื้องต้นพยานหลักฐานที่มีตอนนี้ 70 – 80 เปอร์เซ็น เข้าข่ายฉ้อโกง แต่ยังไม่ระบุชัดว่าผิดจริง ซึ่งต้องตรวจสอบข้อมูลที่น่าสงสัยว่าจะมีการหมุนเวียนเงิน ทั้งบัญชีของหลวงปู่เณรคำ วัด และผู้เกี่ยวข้อง มูลค่าเกือบ 200ล้านบาท ตามที่ยื่นมารวม 16 บัญชี ตรวจไปแล้ว 10 บัญชี และจะมีการตรวจสอบเพิ่มกับบัญชีอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนการอายัดทรัพย์สินต้องมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. วันที่ 19 ก.ค. นี้ และประสานข้อมูลกับ บก.ป. ซึ่งจะทราบผลหลังจากนั้นหากตรวจสอบพบว่ามีความผิดจริงทาง ปปง. จะดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

    ที่มา เดลินิวส์ วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2556 เวลา 17:38 น.


  12. ยื่นหลักฐานเณรคำเพิ่มให้ปปง.


    วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2556 เวลา 17:38 น.

    ปปง.ยันตรวจสอบพยานหลักฐานกว่า 80 เปอร์เซ็นพบหลวงปู่เณรคำกับพวกเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน

    วันนี้ ( 2 ก.ค. )ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายรวมพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เข้าพบ ร.ต.อ.หญิง สุวนีย์ แสวงผล รองเลขาธิการ ปปง.ฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อให้ถ้อยคำ พร้อมนำเอกสารสำคัญประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมต่างๆมายื่นให้ทางปปง.

    นายสงกานต์ เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาเพื่อให้ข้อมูล และเอกสารเพิ่ม หลังจากที่เคยมายื่นแล้ว ได้ไปสอบถามผู้มีความรู้เกี่ยวกับการสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ของหลวงปู่เณรคำ ที่ระบุว่ามูลค่าประมาณ 2,500ล้านบาท ทั้งที่จริงสร้างด้วย ผงเรซินผสมหินสีเขียว มูลค่าจริงน่าจะไม่เกิน 30ล้านบาทเท่านั้น รวมทั้งตรวจสอบทองคำแท่งที่รับบริจาค น้ำหนัก 8,000 กก. มูลค่าเกือบหมื่นล้านบาท ว่าอยู่ที่ใด ส่วนกรณีการขอรับบริจาคเพื่อสร้าง โรงพยาบาลที่ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อสอบถามกับผู้อำนวยการ พบว่ายังไม่ได้รับอนุญาต ทั้งที่ความจริงต้องมีการขออนุญาตก่อน มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ยอดเงินรวมต้องชัดเจน นอกจากมายื่นที่ ปปง. แล้วยังได้ให้ บก.ป. ช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงินต่างๆอีก รวมทั้งพี่น้องของหลวงปู่เณรคำ ที่มีทั้งหมด 5 คน หลวงปู่เณรคำเป็นบุตรคนที่ 4 และญาติพี่น้องมีฐานะร่ำรวยผิดปกติ บางคนมีบ้านราคา 20ล้านบาท รถหรูหลายคัน ซึ่งเรื่องนี้ตนจะเดินทางไปที่ บก.ป. วันพรุ่งนี้ ( 3 ก.ค. ) เวลา 11.00 น. ซึ่งทาง บก.ป. จะมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอีกด้วย

    ด้านร.ต.อ.หญิง สุวนีย์ เผยว่า ข้อมูลเอกสารที่มายื่นเพิ่มเติมวันนี้มีประโยชน์ ชัดเจนมากขึ้น โดยจะเก็บรวบรวมกับที่เคยมายื่นไปแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานประกอบสำนวน เบื้องต้นพยานหลักฐานที่มีตอนนี้ 70 – 80 เปอร์เซ็น เข้าข่ายฉ้อโกง แต่ยังไม่ระบุชัดว่าผิดจริง ซึ่งต้องตรวจสอบข้อมูลที่น่าสงสัยว่าจะมีการหมุนเวียนเงิน ทั้งบัญชีของหลวงปู่เณรคำ วัด และผู้เกี่ยวข้อง มูลค่าเกือบ 200ล้านบาท ตามที่ยื่นมารวม 16 บัญชี ตรวจไปแล้ว 10 บัญชี และจะมีการตรวจสอบเพิ่มกับบัญชีอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนการอายัดทรัพย์สินต้องมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. วันที่ 19 ก.ค. นี้ และประสานข้อมูลกับ บก.ป. ซึ่งจะทราบผลหลังจากนั้นหากตรวจสอบพบว่ามีความผิดจริงทาง ปปง. จะดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

    ที่มา เดลินิวส์

  13. ออกคำสั่งจี้”หลวงปู่เณรคำ”เข้าให้การ

    เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษออกคำสั่งฉบับที่ 2 จี้”หลวงปู่เณรคำ”มาให้การ เผยคณะกรรมการลงพื้นที่ตรวจสอบสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมอย่างละเอียด

    วันนี้ (3 ก.ค.) ที่วัดป่าศรีสำราญ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ พระครูวัชรสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีสำราญ ในฐานะเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ (ธรรมยุต) กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชนได้เสนอข่าวทั้งภาพข่าวโทรทัศน์และข่าวหนังสื่อพิมพ์ เกี่ยวกับการที่พระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ได้เดินทางด้วยเครื่องบินที่สันนิษฐานว่าเป็นของส่วนตัว และภาพที่ดูคล้ายพระวิรพล ในอิริยาบถนอนหลับอยู่กับบุคคลหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพเพียงเสี้ยวหนึ่งของศีรษะมีผมยาว เชื่อว่าเป็นผู้หญิง มีศีรษะนอนอยู่ที่หมอนใบเดียวกัน และเรื่องแสดงธรรมเทศนาว่ามีการอวดอ้างคุณวิเศษ นั้น จนทำให้สังคมเกิดความสงสัยวิพากษ์วิพากจารย์กันมาก ถึงความว่าไม่เหมาะสมหรือไม่แก่สมณรูป เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ (ธรรมยุต) จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการให้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ทราบผล โดยเร็ว ว่ามีข้อมูลเท็จจริงอย่างไร พร้อมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับข่าวทำให้สังคมเกิดความสงสัยด้วย

    นอกจากนี้ พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ (ธรรมยุต) ยังได้ลงนามในคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฉบับที่ 2/2556 เรื่องสั่งให้พระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ในฐานะประธานที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม ไปให้การสอบอธิกรณ์เกี่ยวกับธรรมวินัย ด้วยตนเอง พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ศิษย์ให้ควรระวังการให้สัมภาษณ์ข่าว เกี่ยวกับการกล่าวอ้างถึงสถาบันเบื้องสูง เพราะสังคมจะมองว่าจะเป็นการทำที่มิบังควรอย่างยิ่ง และมีคำสั่งให้ให้ศิษย์ให้ควรระวังการให้สัมภาษณ์ข่าว เกี่ยวกับการกล่าวอ้างถึงมหาเถรสมาคม ไปในทางที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติ จะเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสังคม และนำมาซึ่งความเสื่อมแก่ตนเองและหมู่คณะ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสื่อมเสียไปมากกว่านี้

    อย่างไรก็ตามหลังจากได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแล้ว จะได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมอย่างละเอียดรอบคอบทุกประเด็น ต่อไป.

    ที่มา เดลินิวส์ วันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2556 เวลา 14:59 น.

  14. เจ้าของบริษัท แฉ “เณรคำ“ เบี้ยวค่าออกแบบมูลนิธิขันติธรรม

    เจ้าของบริษัท แฉ “เณรคำ“ เบี้ยวค่าออกแบบมูลนิธิขันติธรรมเจ้าของบริษัทออกแบบ แฉถูก “”หลวงปู่เณรคำ” เบี้ยวค่าจ้างออกแบบมูลนิธิขันติธรรม เผยแบบแปลนดังกล่าวมีทั้งสระว่ายน้ำ เคาน์เตอร์บาร์ รวมถึงเซฟเฮาท์ส่วนตัว ที่อยู่ในสำนักสงฆ์ด้วย

    นายชัยรัตน์ ดอกไม้ทอง ผู้บริหารของบริษัท วินเทจ อินเตอร์เกรท ดีไซน์ จำกัด เปิดเผยว่า ได้รับการติดต่อว่าจ้างจากหลวงปู่เณรคำ ประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ให้ออกแบบก่อสร้างมูลนิธิขันติธรรม สถานปฏิบัติธรรม และห้างสรรพสินค้า แต่กลับไม่ได้รับเงินค่าใช้จ่ายในการออกแบบ โดยได้รับการว่าจ้างเมื่อเดือน ก.พ.2555 โดยหลวงปู่เณรคำได้บอกว่าให้ดำเนินการได้ทันที เมื่อได้ลงพื้นที่ดูสถานที่ในการก่อสร้างก็เริ่มดำเนินการทันที ทั้งตรวจสอบโครงสร้างเดิมของอาคารเก่า 5 ชั้น แต่เมื่อทวงถามเงินค่าดำเนินการกลับถูกหลวงปู่เณรคำบ่ายเบี่ยงมาตลอด

    ทั้ง นี้ ในการออกแบบ หลวงปู่เณรคำ จะบอกความต้องการ โดยมีทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งสระว่ายน้ำ เคาน์เตอร์บาร์ ห้องนอน รวมไปถึงเซฟเฮาส์สำหรับหลวงปู่เณรคำ นอกจากนี้ ในส่วนของห้องน้ำภายในเซฟเฮาส์จะต้องมีอ่างจากุชชี่อีกด้วย ซึ่งจากการคำนวณราคาค่าใช้จ่าย ถ้ามูลนิธิดังกล่าวสร้างแล้วเสร็จจะมีมูลค่าสูงกว่า 300 ล้านบาท แต่ถ้ารวมสถานปฏิบัติธรรมและห้างสรรพสินค้า จะมีมูลค่าการก่อสร้างสูงกว่า 700 ล้านบาท แต่ภายหลังออกแบบเสร็จเรียบร้อยได้ส่งหนังสือชี้แจงค่าใช้จ่ายไปยังสำนัก สงฆ์วัดป่าขันติธรรมเป็นเงิน 5 ล้านบาทเศษ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 55 แต่กลับไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว จึงอยากจะเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อมวลชนให้ประชาชนได้รับรู้ถึงพฤติกรรมดัง กล่าวของพระรูปนี้

    ที่มาhttp://www.springnewstv.tv/ 4 ก.ค. 56 11.11 น.

  15. พบแล้ว!! เมกะโปรเจ็กต์กว่า 500 ล้านที่บ้านเกิดเณรคำ

    พบแล้ว โครงการก่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาทที่คาดวาเป็นของ ‘เณรคำ’ ในสภาพถูกก่อสร้างไป30% แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ถูกปล่อยทิ้งไว้ โดยมีพื้นที่เชื่อมติดกับบ้านของบิดาและมารดา’เณรคำ’ ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างปิดปากเงียบ….

    จากกรณีที่เจ้าของบริษัท รับออกแบบและตกแต่งภายในแห่งหนึ่ง ออกมาร้องขอความเป็นธรรมว่า หลวงปู่เณรคำ จ้างออกแบบเมกะโปรเจ็กต์ในโครงการเพื่อพัฒนาที่บ้านเกิดใน ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี โดยเป็นโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วย มูลนิธิ-สถานปฏิบัติธรรม-ห้างสรรพสินค้าสุดหรู-เซฟเฮาส์ และห้องพัก ที่มีอ่างจากุชชี่ มูลค่าการออกแบบราว 2 ล้านบาท ขณะที่งบการก่อสร้างมากกว่า 500 ล้านบาท แต่ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวก็ยังไม่เคยได้รับเงินค่าจ้างเลย เมื่อทวงถามก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด จนเวลาผ่านมา 1 ปี ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทุกคนในบริษัทได้รับความเดือดร้อน เพราะมีค่าใช้จ่ายในการออกแบบไปแล้วราว 800,000 บาท แต่ไม่มีคนรับผิดชอบ

    เมื่อ วันที่ 5 ก.ค.2556 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอุบลราชธานี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบสิ่งปลูกสร้างลักษณะคล้ายกับที่บริบัทรับออกแบบดัง กล่าวอ้าง ปลูกสร้างขึ้นเป็นรูปเป็นร่างกว่า30 เปอร์เซนต์แล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ โดยเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกันกับบ้านเลขที่ 999/50 บ้านทรายมูล ตำบลทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี บ้านของนายรัตน์ สุขผล อายุ 87 ปี และนางสุดใจ สุขผล อายุ 76 ปี พ่อและแม่ของหลวงปู่เณรคำ ซึ่งขณะนี้ถูกปิดเงียบ ส่วนชาวบ้านละแวกข้างเคียงก็ไม่มีผู้ใดยอมให้ข้อมูลหรือพูดคุยกับผู้สื่อ ข่าวเลย.

    ที่มา : ไทยรัฐ วันที่ 06 Jul 2013 – 02:30

  16. พุทธะอิสระฟ้องศาลเณรคำซ่องโจร-ฉ้อโกง

    พุทธะอิสระฟ้องศาลเณรคำซ่องโจร-ฉ้อโกง

    หลวงปู่พุทธะอิสระนำลูกศิษย์ฟ้องศาลอาญาเอาผิด เณรคำพร้อมพวก 20 คน ข้อหาซ่องโจร ฉ้อโกง หลอกชาวบ้านให้ทำบุญ

    หลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เข้ายื่นคำร้อง ต่อศาลอาญารัชดาภิเษก ให้ดำเนินคดี ต่อพระวิรพล ฉัตติโก หรือ หลวงปู่เณรคำกับพวก รวม 10 คนในฐานความผิดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายแสดงว่า เป็นพระภิกษุสงฆ์ และข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน อีกทั้งเตรียมยื่นคำร้องให้ดำเนินคดีต่อหลวงปู่เณรคำกับพวกอีก 20 ในข้อซ่องโจร เพิ่มเติมด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน

    หลวงปู่พุทธอิสระ เปิดเผยว่า การเข้าร้องต่อศาล เพราะเณรคำนั้นมีเจตนาหลบหนีคดีและปาราชิกไปแล้ว แต่ได้อวดอุตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตัวตน โกหกหลอกลวง และรับหรือยินดีในเงินทอง แต่พฤติกรรมเหล่านี้คณะสงฆ์เจ้าคณะปกครอง ได้เพิกเฉยรีรอไม่ดำเนินการอย่างทันที จึงตัดสินใจเข้ามาร้องต่อศาลอาญา เพื่อใช้กฎหมายอาญาดำเนินการกับผุ้ที่ใช้ผ้าเหลืองหากินรวมถึงทำให้พุทธ ศาสนาเสื่อมเสีย

    ทั้งนี้ได้เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้เอาผิดกับเจ้าคณะปกครอง ทุกระดับชั้นของจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ในฐานความผิดบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

    นอกจากนี้ได้ฝากถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตรวจสอบติดตามตัวตำรวจ ยศร้อยตำรวจตรี ซึ่งปรากฎตามข่าว ว่าเป็นผู้จัดหาสีกาให้กับหลวงปู่เณรคำด้วย เพราะเห็นว่ามีส่วนในการสนับสนุนให้กระทำความผิด

    ที่มา โพสต์ทูเดย์ดอทคอม 05 กรกฎาคม 2556 เวลา 14:49 น.

  17. คณะสงฆ์คาดได้ข้อสรุป”เณรคำ”เป็นพระจริงหรือไม่ 3 วัน

    คณะสงฆ์ จ.อุบลราชธานี ฝ่ายธรรมยุติ มีหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน และพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นกรณีพิเศษ หลังพระวีรพล หรือที่เรียกตัวเองว่า หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานที่พักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ มีภาพอิริยาบถไม่เหมาะสมผ่านสังคมออนไลน์

    พระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ที่พระเณรคำ อยู่ใต้สังกัด ระบุว่า ขณะนี้ได้ประชุมพระสังฆาธิการผู้ใหญ่ของฝ่ายธรรมยุต 15 รูป เพื่อสรุปข้อมูลการบวชเณร และบวชพระว่าพระเณรคำเป็นพระจริง ตามที่สังคมสงสัยหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 3 วัน ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ศรีสะเกษ ลงบันทึกถ้อยคำของหญิงสาวรายหนึ่งใน อ.น้ำเกลี้ยง ที่อ้างว่าเคยเป็นภรรยาและมีบุตรกับพระเณรคำ โดยหญิงสาวคนดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อ เพื่อรับรองว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสอบอธิกรณ์พระเณรคำ โดยหากตรวจสอบพบว่า เป็นความจริง ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นปาราชิกต้องให้พ้นจากความเป็นพระ

    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 6 กรกฎาคม 2556 14:49 น.

  18. ‘เณรคำ’ส่อโดนโทษหนักสัมพันธ์ชู้สาว

    วันที่ 6 กรกฎาคม 2556 16:24

    ธาริต เพ็งดิษฐ์,เณรคำ,โทษ

    “ธาริต”ระบุ”หลวงปู่เณรคำ” ส่อโดนโทษหนัก สัมพันธ์ชู้สาวกับเด็กหญิงอายุไม่ถึง 15 ปี โทษอุกฉกรรจ์จำคุก 20 ปี

    นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนกรณีที่มีการร้องเรียนหลวงปู่เณรคำฉ้อโกงประชาชนว่า ขณะนี้การสืบสวนหาข้อมูลมีความคืบหน้าไปมากโดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเสพเมถุน ซึ่งในวันนี้ (6 ก.ค.) ชุดสืบสวนนำโดยพ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ลงพื้นที่จ.ศรีสะเกษไปสอบปากคำหญิงสาวรายหนึ่งที่อ้างว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหลวงปู่เณรคำตั้งแต่อายุ 14 ปี ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาร้ายแรงฐานกระทำชำเราผู้เยาว์ เบื้องต้นได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้วและจะเตรียมส่งตัวหญิงรายนี้เข้าสู่การคุ้มครองพยานเพื่อให้การดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นการตรวจสอบหลวงปู่เณรคำมีหลายประเด็นทั้งเรื่องการฉ้อโกง การอวดอุตริ และการเสพเมถุน แต่กรณีการเสพเมถุนขณะนี้ค่อนข้างมีความชัดเจนที่สุดและคาดว่าในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) ช่วงปลายเดือนก.ค.นี้จะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมเพื่อรับเป็นคดีพิเศษ เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของศาสนาและความเชื่อถือของประชาชน ทั้งนี้หลังรับเป็นคดีพิเศษดีเอสไอจะมีอำนาจในการสอบสวนได้ครอบคลุมทุกเรื่องรวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและจะรับมอบสำนวนการสอบสวนจากกองบังคับการกองปราบปรามด้วย ที่สำคัญการขออนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษก่อน

    “ก่อนหน้านี้ที่มีการเผยแพร่ภาพพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทั้งการใช้ของหรูหรา การขึ้นเครื่องบินเจ็ท ขณะนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยไปแล้วเมื่อเทียบกับผลการสืบสวนขณะนี้ที่พบข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมพัวพันเชิงชู้สาว โดยเฉพาะเกิดขึ้นกับเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีโทษร้ายแรงจำคุกถึง 20 ปี” อธิบดีดีเอสไอ กล่าว

    ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

  19. มติเบื้องต้นขับหลวงปู่เณรคำออกวัดใต้ฯสำนักพุทธฯชี้เป็นแนวทางที่เหมาะสม

    วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2556 เวลา 17:43 น.

    เจ้าคณะจังหวัดอุบลฯเผย กรรมการ ฟันธง ขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ แต่ยังต้องรอกรรมการชุดใหญ่ชี้ขาดประกาศผล 9 ก.ค.นี้ แต่คาดยืนยันตามมติ ด้านสำนักพุทธฯหนุนแนวทางขับออกจากวัด ระบุเปิดโอกาสให้ชี้แจงแล้วแต่ไม่ยอมมา

    จากการที่พระราชธรรมโกศล (สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่า จะขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดหรือไม่ โดยมีการประชุมภายในวันที่ 6 ก.ค.นี้ ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 ก.ค. พระราชธรรมโกศล เปิดเผยว่า เบื้องต้นคณะกรรมการได้สอบประวัติความเป็นมาของหลวงปู่เณรคำ และได้ข้อสรุปว่า ได้บวช มีอุปัชฌาย์จริง เข้ามาขอสังกัดวัดใต้ฯจริง แต่ไปจำวัดที่สำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมตั้งแต่ปี 2549 ส่วนการขับออกจากวัดนั้น คณะกรรมการ เห็นว่าควรขับออกจากวัด เนื่องจากเห็นว่าไม่อยู่ที่วัดเป็นหลักแหล่ง เพราะพระเณรจะอยู่ที่วัดใดก็ตาม จะต้องบอกลาไปได้เพียง 7 วันถึง 1 เดือน เว้นแต่เจ็บป่วย แต่หลวงปู่เณรคำไปตลอด โดยไม่ได้อยู่ในโอวาทและขาดการติดต่อ แต่คณะกรรมการชุดนี้ก็ยังไม่มีอำนาจตัดสินใจ โดยจะส่งผลสรุปมติไปให้ คณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีตนเป็นประธานได้พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในเบื้องต้นก็อาจจะยืนยันตามความเห็นของคณะกรรมการแต่ก็จะดูว่า หากขับออกจากวัดควรจะขับออกวันไหนและภายในกี่วัน โดยคาดว่าจะดำเนินการเสร็จและประกาศได้ไม่เกินวันที่ 9 ก.ค.นี้

    นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ตนได้รับทราบในเบื้องต้นเกี่ยวกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการที่ พระราชธรรมโกศล(สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีตั้งขึ้น เกี่ยวกับการขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อแล้ว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า ให้ขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ โดยคณะกรรมการกำลังสรุปผล เพื่อส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีพระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พิจารณาอีกครั้งว่า จะกำหนดเวลาให้ขับออกจากวัดภายในวันไหน ซึ่งในส่วนของพศ.เห็นว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม หากคณะกรรมการพิจารณาว่า ควรขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัด เนื่องจากทุกฝ่ายได้ให้โอกาสหลวงปู่เณรคำเข้ามาชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น แล้ว แต่ก็ไม่ยอมมาให้ข้อมูลแต่อย่างใด จากนี้ไปก็เป็นกระบวนการของเจ้าคณะปกครอง และกระบวนการทางกฎหมายบ้านเมืองต่อไป.

    ที่มา เดลินิวส์

  20. สั่งคุ้มครองสาวอ้างท้องกับ “เณรคำ” หวั่นภัยคุกคามหลังออกโรงแฉ

    วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2556 เวลา 18:24 น.
    ผบ.คดีความมั่นคง ดีเอสไอ ลุยศรีสะเกษสอบสาว 27 ปี ที่อ้างว่าตั้งท้องกับเณรคำ ก่อนคุมไปชี้จุดมีเพศสัมพันธ์ สาวรับโดนตื๊อจีบครั้งแรกตั้งแต่ 14 ปี แถมเปิดซิงในกุฏิด้วย ชี้ยายเป็นพยานรู้เห็น สั่งคุ้มครองเข้มหวั่นภัยคุกคาม ขณะที่ ตม.รับถ้าไปเผยแพร่ธรรมะ เจ้าตัวอาจอยู่ ตปท.ได้ถึง 1 ปี

    เมื่อวันที่ 6 ก.ค. พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สํานักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หัวหน้าคณะทํางานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีฉ้อโกงประชาชน ของหลวงปู่เณรคํา หรือพระวิระพล ฉัตติโก เจ้าสํานักสงฆ์ ป่าขันติธรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ หมู่ 7 บ้านหนองนาเวียง ต.น้ำเกลี้ยง อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ เพื่อสอบปากคำ น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ที่ออกมาอ้างว่า เคยมีเพศสัมพันธ์กับเณรคำจนมีลูกด้วยกัน รวมทั้งพยานอื่นเพิ่มเติมด้วย

    แฉตามตื๊อจีบสาว แถมขับรถมารับไปมีเพศสัมพันธ์

    โดย น.ส.บี ยืนยันว่า เป็นลูกกําพร้า อาศัยอยู่กับยาย และรู้จักกับพระเณรคําในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อายุเพียง 14 ปี ช่วงที่ตามยายไปทําบุญ จากนั้นพระเณรคําพยายามเข้ามาจีบโดยยื่นข้อเสนอว่า หากยอมเป็นแฟน จะซื้อของมีค่าที่อยากได้ให้ เมื่อหลงเชื่อพระเณรคําจึงนัดให้ไปพบ โดยพระเณรคําสวมชุดฆราวาสขับรถมารับ และไปมีความสัมพันธ์กันในกุฏิ จากนั้นได้มีสัมพันธ์กันเรื่อยมา โดยพระเณรคําจะมาหาเดือนละ 1 ครั้ง หลายครั้งที่ขับรถไปรับที่หน้าโรงเรียนโดยห่มจีวรมาด้วยเลย บ้างครั้งก็เปลี่ยนบรรยากาศมีเพศสัมพันธ์กันบนรถและโรงแรม

    ชี้มียายเป็นพยานรู้เห็น ย้ำต้องสอบสาวอีก 7 ราย

    พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ กล่าวอีกว่า หญิงสาวคนดังกล่าวให้การด้วยว่า มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับพระเณรคําเรื่อยมาจนกระทั่งตั้งครรภ์ พระเณรคําจึงพาไปเช่าบ้านอยู่ใน อ.วารินชำาราบ จ.อุบลราชธานี จนคลอดบุตร โดยในช่วงดังกล่าวมียายเป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ เนื่องจาก พระเณรคําขอให้ยายมาพักอยู่ที่บ้านเช่าเพื่อช่วยเลี้ยงหลาน นอกจากนี้ ดีเอสไอจะเร่งสอบปากคําพยานอื่นที่รับรู้ถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้งของพระเณร คํากับหญิงสาวรายนี้อีกประมาณ 7 ราย ซึ่งพยานกลุ่มนี้มีทั้งกํานัน เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตําบล (อบต.)

    จ่อโดนจำคุก 20 ปี ฐานกระทำชำเรา

    “การที่ดีเอสไอลงพื้นที่มาในวันนี้ ได้มุ่งประเด็นพฤติกรรมของพระเณรคำตามที่เป็นข่าว เนื่องจากถ้าปล่อยให้เป็นข่าวต่อไปจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อวงการศาสนา เชื่อว่าประเด็นเหล่านี้สมควรที่จะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อมาตรวจ สอบ ทั้งนี้จากการที่ได้สอบปากคำ น.ส.บี ก็ให้การไปตามที่เคยให้ข่าวไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งระบุว่า มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเณรคำตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยกรณีนี้หากเป็นจริง จะถือว่ากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 4-20 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ” ผบ.สํานักคดีความมั่นคง เผย

    สั่งคุ้มครองพยาน หวั่นภัยคุกคาม

    พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ กล่าวอีกว่า ต้องถือว่าพยานปากนี้เป็นพยานปากสำคัญ ได้ให้ความร่วมมือและเป็นประโยชน์ค่อนข้างมาก อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้สั่งการคุ้มครองพยานรายนี้ให้ดีที่สุด เบื้องต้นจะกำลังเจ้าหน้าที่คุ้มครองก่อน หากมีภัยคุกคามจะยกระดับการคุ้มครองให้สูงขึ้นทันที สำหรับประเด็นอื่นๆ ก็จะมุ่งเน้นไปที่พยานที่มีข่าวถึงความสัมพันธ์ด้านอื่นอีก เพื่อกระจ่าง จากนั้นจะรวบรวมส่งให้ฝ่ายสงฆ์เพื่อพิจารณาว่าสมควรปราชิก หรือพ้นสภาพจากความเป็นภิกษุสงฆ์หรือไม่ ทั้งนี้หากเณรคำเชื่อว่าตัวเองไม่มีความผิดก็ต้องเข้ามาชี้แจง รวมทั้งตรวจดีเอ็นเอได้

    สาวยันถูกเปิดซิงครั้งแรกในกุฏิ

    ด้าน น.ส.บี ให้การว่า ยืนยันว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งฉันท์สามีภรรยากับเณรคำหลายครั้ง ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.2 ซึ่งขณะนั้น ตนอายุเพียงแค่ 14 ปี โดยเณรคำจะขับรถมารับที่หน้าโรงเรียนใน ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ บางครั้งก็ขับมารับในสภาพสวมจีวรแบบพระสงฆ์เลย ซึ่งครั้งแรกที่มีเพศสัมพันธ์กันคือภายในกุฏิป่า หรือที่พักสงฆ์ในป่าสาธารณบ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรีสอร์ทในพื้นที่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ และใน จ.อุบลราชธานี อีกหลายครั้ง

    พาตัวชี้ 4 จุดสำคัญ มัดหลักฐาน

    ต่อมา เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้เชิญตัว น.ส.บี ไปชี้จุดที่เคยมีเพศสัมพันธ์รวม 4 จุด ซึ่งจุดแรกอยู่ที่ป่าสาธารณบ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ ซึ่งล่าสุดกุฏิถูกรื้อไปหมดแล้ว เหลือเพียงห้องน้ำสภาพเท่านั้น จุดที่ 2 คือรีสอร์ทแห่งหนึ่งพื้นที่ ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราธานี จุดที่ 3 เป็นบ้านเช่า ซึ่งเป็นบ้านจัดสรร โดยขณะนั้น น.ส.บี ได้ตั้งครรภ์แล้ว และจุดที่ 4 ที่คือหน้า โรงเรียนแห่งหนึ่ง

    ยายหญิงสาวแย้มเป็นคนพาหลานไปส่งเอง

    ขณะที่ นางแซด (นามสมมุติ) อายุ 82 ปี ยายของ น.ส.บี กล่าวว่า ยืนยันว่าตนเป็นคนพาหลานสาวเดินไปหน้าโรงเรียนดังกล่าวจริง โดยมีเณรคำขับรถมารอรับทุกครั้ง เพราะรู้ว่ามีความสัมพันธ์กันมานานแล้ว

    ด้าน พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า หากได้รับข้อมูลจากดีเอสไอ และสำนักพระพุทธศาสนา ว่าเณรคำมีสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับสีกาจริง จะถือว่าเข้าขั้นอาบัติปราชิกขาดจากความเป็นพระทันที

    เร่งสอบพยาบาลเอี่ยวชู้สาวด้วยหรือไม่

    ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง แพทย์และพยาบาลที่ รพ.กรุงเทพ จนทราบว่า เณรคำเคยมาเช็กอัพและจูนอัพสุขภาพที่ รพ.จริง โดยมานอนพักค้างคืนหลายครั้งแล้ว โดยสารมาทางเครื่องบินและได้รับการดูแลในระดับวีไอพี เนื่องจากเป็นแขกของผู้บริหาร ส่วนเรื่องนางพยาบาลรายหนึ่งที่ตกเป็นข่าวฉันท์ชู้สาวกับเณรคำนั้น ภายหลังมีข่าวฉาวทางผู้บริหารได้เรียกพยาบาลไปสอบถามแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังยืนยันว่าไม่ทราบเรื่อง

    ตม.ชี้ถ้าเผยแผ่ธรรมะมีวีซ่าอยู่ ตปท.ได้ 1 ปี

    ด้าน พล.ต.ต.สุวิชญ์พล อิ่มใจรัชต์ ผบก.ตม.2 เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่า หลวงปู่เณรคำ ได้เดินทางเข้ามาในประเทศหรือไม่ แต่ได้สั่งการให้รายงานเป็นระยะ หากพบว่ามีการเดินทางเข้ามาในประเทศจริงก็จะเร่งประสานไปยังหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องทันที ซึ่งเป็นหน้าที่ของสตม.อยู่แล้ว

    ด้าน พ.ต.อ.ชาติชาย เอี่ยมแสง รอง ผบก.สส.สตม. กล่าวว่า สำหรับการเดินทางออกนอกประเทศโดยปกติ ดำเนินการตามขั้นตอนได้ โดยมีหนังสือเดินทางและขอวีซ่ากับสถานฑูตประเทศที่ประสงค์จะเดินทางไป ซึ่งแต่ละชนิดของวีซ่ามีการระบุรายละเอียดระยะเวลาในการอยู่ในประเทศนั้นๆ อยู่แล้ว อาทิ วีซ่านักท่องเที่ยวอยู่ได้ 30 วัน วีซ่าบั้นปลายหรือเกษียณอายุอยู่ได้ 1 ปี วีซ่าทำงานและมีใบเวิร์คเพอร์มิตอยู่ได้ 1 ปี เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากเป็นกรณีเผยแผ่พุทธศาสนาอยู่ได้ 1 ปีเช่นเดียวกัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในกรณีของหลวงปู่เณรคำ เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าเดินทางออกนอกประเทศไปเมื่อเดือนพ.ค. โดยใช้ชื่อนายวีระพล สุขผล ซึ่งเป็นชื่อ-นามสกุลจริงที่ระบุไว้ อีกทั้งระยะหลังพบว่าได้เดินทางออกนอกประเทศบ่อยมาก โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป.

    ที่มา เดลินิวส์

  21. เปิดผังฉาว “เณรคำ” ชีวิตหรู-หลวงปู่ซุป′ตาร์

    วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 12:04:18 น.

    ฮือฮาไปทั่ว เมื่อ พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนกรณีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฉ้อโกง เงินบริจาคของพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก พร้อมคณะ โชว์แผนผังความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายของหลวงปู่เณรคำ พบบัญชีเงินฝากธนาคารรวม 41 บัญชี รวมถึงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับสีกา รวม 8 คน และประเด็นที่ครอบครองทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งบ้าน รถยนต์หรูโรลส์-รอยซ์ เฟอร์รารี และฮัมเมอร์

    ข้อมูลของดีเอสไอพบบัญชีธนาคารต้องสงสัยมากถึง 41 บัญชี จากหลายธนาคาร ส่งข้อมูลให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติมแล้ว

    “แผน ผังขุมทรัพย์ของหลวงปู่เณรคำและเครือญาติพบว่ามีบัญชีธนาคาร 41 บัญชี แบ่งเป็น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 4 บัญชี, ธนาคารกสิกรไทย 2 บัญชี, ธนาคารกรุงเทพ 8 บัญชี, ธนาคารไทยพาณิชย์ 27 บัญชี ลเคยถูกแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเราหญิง เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2553 โดยคดีแจ้งความไว้ที่กองบังคับการกองปราบปราม และยังมีสัมพันธ์ชู้สาวกับหญิงอื่นอีก 7-8 คน สมาชิกในครอบครัวประกอบด้วย บิดา คือ นายสุรัตน์ สุขผล มารดาคือ นางสุขใจ สุขผล มีพี่น้องรวม 5 คน ได้แก่ นายชาญณรงค์ สมเทพ, นายวิจาร สมเทพ, น.ส.แจ่มใส สมเทพ (เสียชีวิตแล้ว), นายสุริ สุขผล และนายจำนง สมเทพ” ผบ.สำนักคดีความมั่นคงกล่าว

    แผนผังยังระบุถึงทรัพย์สิน อาทิ บ้าน 2 หลัง คือ บ้านเลขที่ 999/10 บ้านทรายมูล จ.อุบลราชธานี และบ้านเลขที่ 103/1 อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ รถยนต์และจักรยานยนต์รวม 13 คัน เป็นรถโรลส์-รอยซ์ เชฟโรเลต โตโยต้า คัมรี เฟอร์รารี ฮัมเมอร์ รถกระบะ 4 คัน และรถจักรยานยนต์อีก 4 คัน

    เมื่อย้อนกลับไปค้นหาประวัติ พบว่า พระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก สำนักสงฆ์วัดป่าสันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เกิด 18 กันยายน 2522 ที่บ้านเลขที่ 158 หมู่ 10 ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เริ่มปฏิบัติธรรมตั้งแต่อายุ 6 ขวบ พออายุ 15 ปี บวชเณรเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2537 และบวชพระเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2542 ปัจจุบันอายุ 34 ปี บุตรของนายรัตน์ สุขผล นางสุดใจ สุขผล มีพี่น้องรวมกัน 6 คน มี 1.นายชาญณรงค์ สมเทพ 2.นายวิจาร สมเทพ 3. น.ส.แจ่มศรี สมเทพ(เสียชีวิต) 4.นายวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ 5.นายสุธี สุขผล และ 6. นายจำนง สมเทพ

    หลวงปู่เณรคำยังเคยมีประวัติว่าถูกสีกา แจ้งความดำเนินคดีข้อหาข่มขู่เอาชีวิต ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. และพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือเชิญเพื่อมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2553 และเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2553 พระวิรพลถูกจับขณะอยู่กับสีกายามวิกาล ท้องที่ สภ.คำป่าหลาย จ.มุกดาหาร

    พระ วิรพล มีบ้านหรู 2 หลัง เลขที่ 999/10 บ้านทรายมูล หมู่ 2 ต.ทรายมูล จ.อุบลราชธานี และบ้านเลขที่ 103/1 หมู่ 5 ต.ทุ่งระวี อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ครอบครองรถหรูหลายคัน ที่ถ่ายโอนเป็นของพ่อและญาติพี่น้อง ขณะเดียวกันยังพบว่าเคยมีภรรยาชื่อ นางยุพินแพรทอง จันทะวา อายุ 25 ปี และเป็นที่หน้าสังเกตว่า พระวิรพลมีการเปิดและใช้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่มากผิดสังเกต

    ขณะ เดียวกันดีเอสไอกำลังรวบรวมหลักฐานที่เป็นเอกสารอีกจำนวนมากและพยานบุคคลที่ จะสาวไปให้ถึงการกระทำความผิดฐานหลอกลวงประชาชน ฉ้อโกง ด้วยการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึงการสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ และเครื่องทรงที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ซึ่งชาวบ้านที่เลื่อมใสศรัทธาบริจาคมีจำนวนมหาศาลกว่า 8 ตัน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถติดตามแหล่งหรือสถานที่เก็บทองคำดังกล่าวได้

    จาก นี้คงเป็นหนังม้วนยาวหลังกองปราบ ปปง.และดีเอสไอกำลังประสานข้อมูลเล่นงานทางอาญาโดยเฉพาะขุมทรัพย์จำนวนมาก ขณะที่องค์กรคณะสงฆ์กำลังหาช่องทางให้สึกจากความเป็นพระ

    จับตาดูว่าหนังชีวิตหรูๆ ของ “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” จะจบลงอย่างไร …

    หน้า 9,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2556

    โปรดติดตาม กรณีหลวงปู่เณรคำ http://ub-info.com/?p=2872
    ปิดตํานานหลวงปู่เณรคำ http://ub-info.com/?p=3347

  22. อดีตนักบินโผล่แฉหลวงปู่เณรคำสุดรวย

    07 กรกฎาคม 2556 เวลา 09:06 น.

    อดีตนักบินโผล่แฉหลวงปู่เณรคำสุดรวย

    อดีตนักบินเผยเคยคิดหาเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวให้หลวงปู่เณรคำอึ้งในย่ามพระพกเงินดอลลาร์เป็นปึก

    โลกสังคมออไลน์เฟซบุ๊ก มีการแชร์ข้อความต่อจาก Seksan Prrueksawan ซึ่งอ้างเป็นข้อความที่กัปตัน ปิยะ ตรีกาลนนท์ อดีตนักบิน และครูการบินบริษัท ไทย แอร์เอเชีย จำกัด โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยใช้หัวข้อว่า “ข้อเท็จจริง เณรคำ” ตามข้อความดังนี้

    “…สิ่ง ที่ผมจะบรรยายต่อจากนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ผม กัปตันปิยะ ตรีกาลนนท์ ประสบเองกับ เณรคำ ซึ่งตัดสินใจอยู่นานว่าจะเขียนลงเฟซบุ๊กดีมั้ย เนื่องจากมันไม่ใช่เรื่องของเรา แต่หลายครั้งคนไทยมักจะคิดแบบผม คือไม่ใช่เรื่องของเรา ก็เลยปล่อยให้ใครหลายๆ คน ที่ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง “ลอยนวล”

    เณรคำ เฉียดเข้ามาในชีวิตผม เมื่อประมาณสามปีได้แล้วครับ ตอนนั้นมีรุ่นพี่ที่เคารพกัน แนะนำให้ผมเข้าไปพบ เพราะเณรคำอยากใช้บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำ ผมก็ทำหน้าที่จัดหาเครื่องบินเจ็ทแบบ 7 ที่นั่งจากแหล่งต่างๆ ให้ท่านอยู่หลายเที่ยว ซึ่งปกติจะเป็นเส้นทางเดิมๆ คือ กรุงเทพฯ อุบลฯ ไป-กลับ โดยปกติจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง ซึ่งก็ได้รับค่าบริการเป็น “เงินสดๆ” เสมอ (กรุงเทพฯ-อุบลฯ ไป-กลับ ประมาณ 3 แสนบาท) แต่มาพักหลัง คนของเณรคำให้ผมนั่งเครื่องไปกับพระด้วย เพื่อสอบถามเรื่องการมี เครื่องบินเจ็ทไว้ใช้เองส่วนตัว ผมก็ให้คำแนะนำไป ในเรื่องของราคา เช่นถ้าเป็นลำใหม่ป้ายแดง เป็นแบบ 7 ที่นั่งแบบนี้ก็ต้องมีประมาณ 500-700 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นมือสอง ก็เริ่มต้นที่ 100 กว่าล้าน เณรคำคุยกับผมหลายครั้ง ซึ่งถ้าไม่เป็นบนเครื่อง ก็จะเป็นที่โรงพยาบาลกรุงเทพ

    ซึ่ง ตอนหลังถึงเข้าใจได้ว่า ทำไมต้องโรงพยาบาลกรุงเทพ เพราะ “พระ” เวลามากรุงเทพฯ จะจำวัดตามโรงแรมไม่ได้ เณรคำเลยเปิดโรงพยาบาลนอนจะสะดวกกว่า ผมยืนยันว่าสะดวกกว่าวัดมากจริงๆ ครับ เพราะเณรคำเล่นปิดทั้งชั้น ทุกครั้งที่ผมไปพบจริงๆ ผมว่าคนที่โรงพยาบาลกรุงเทพคงมีเรื่องเมาท์มากกว่าผมเยอะ เพราะการปิดชั้นวีไอพีคงไม่ธรรมดา สังเกตจากพยาบาลที่นั่นจะให้การเคารพเณรคำเป็นพิเศษจริงๆ

    ส่วน เรื่องเวลาจะมาจะไปของเณรคำที่ผมเห็นกับตาตัวเอง มักจะมีรถที่ล้อมหน้าล้อมหลังอยู่พอสมควร ที่แน่ๆ คือ เณรคำนั่ง Maybach ซึ่งราคาถ้าเสียภาษีถูกต้องก็ต้องมี 50 ล้านบาทแน่นอน (ผมก็สงสัยว่าทำไมไม่ใช้โรลส์รอยซ์ ถูกกว่าอีก) และจะมีรถที่เณรคำบอกผมว่าเป็นรถสำรองอีก 2 คันเสมอ คือ Benz S500 และ BMW X6 ทั้ง 3 คันเป็นป้ายแดงหมด (หลังๆ ผมสงสัยเอาเองว่ารถคงจดทะเบียนไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นประเภทสีเทาๆ) เรื่องการพูดจาของเณรคำ จะเป็นอะไรที่เวลาพูดกับผม ผมประหลาดใจในเกือบทุกเรื่องเช่น เณรคำบอกว่าเรื่องรถที่เห็นยังน้อย ปกติอยู่ที่วัด มีมินิสองคัน คันนึงเปิดประทุน เอาไว้ขับเล่นในวัด และให้คนขับเอาเงินไปเข้าธนาคาร มีเรือยอชท์อีกต่างหาก

    ที่ประหลาดสุดๆ คือของในย่ามเณรคำ เพราะผมเป็นคนถือขึ้นเครื่อง “มันหนักมาก” เคยถามเณรคำว่าทำไมหนักจังท่าน เณรคำรีบยกมาที่ตักและเปิดโชว์ผมทันที ผมเห็นกับตาตัวเองจึงเชื่อ เพราะในนั้นมีเงินสดที่เป็นเงินดอลลาร์ ปึกละ 100 ใบอยู่เต็มย่าม และ แต่ละใบเป็นธนบัตรใบละ 100 ดอลลาร์อีกต่างหาก ยังไม่พอ เณรคำบอกว่าที่หนักไม่ใช่เงิน เป็นทองคำแท่งที่ก้นย่ามมากกว่า อันนี้ผมเห็นไม่ชัด ไม่กล้าพูด เพราะทุกสื่งที่ผมพูด “ต้องเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น” เผื่อเณรคำจะมาฟ้องผมทีหลัง หรือสรยุทธเอาไปออกอากาศ

    ยังไม่หมดครับ เณรคำคุยเรื่องซื้อเครื่องบินว่า เราอยากได้ใหม่ๆ เรามีเช็คของแบงค์ใน อเมริกา ว่าแล้วก็หยิบสมุดเช็คขึ้นมาอวด 2 เล่ม เล่มแรกอธิบายให้ผมฟังว่าเล่มนี้เซ็นวงเงินน้อยๆ คนอเมริกันใช้กันเยอะ แต่เล่มที่ 2 นี่สิ เณรคำภูมิใจนำเสนอมาก เพราะเล่มนี้เซ็นได้เป็นหลัก 10 ล้านดอลลาร์ได้เลย แถมพิมพ์ชื่อเณรคำที่เช็คทุกใบด้วย บอกว่าธนาคารในอเมริกาทำพิเศษให้ เพราะเรามีเงินฝากอยู่ที่นั่นเยอะมาก

    และ แล้ว เรื่องเครื่องบินก็ต้องมาสะดุดเพราะผมเอง เณรคำเลือกเครื่องอยู่หลายรุ่น และดูเหมือนจะเลือกที่ถูกใจได้แล้ว แต่ให้ผมรับปากว่าต้องไปรับเครื่องจากอเมริกาด้วยกัน เพราะอยากจะท่องเที่ยวตอนขากลับด้วย เพราะเครื่องต้องแวะเติมน้ำมันประมาณ 4-5 จุดกว่าจะถึงไทย เณรคำบอกว่าดี วางแผนมาเลยว่าจะแวะที่ไหนดี แถมยังมีให้แวะนอกเส้นทางด้วยเพราะไม่เคยไป และอยากไป ประเด็นที่เณรคำจะกลับกับเครื่องนี่ล่ะครับ ที่ทำให้ผมตัดสินใจหยุดการจัดหาเครื่องให้พระคนนี้ เพราะ มันเป็นฟางเส้นสุดท้ายของผมจริงๆ ตั้งแต่รู้จักเณรคำก็เจอเรื่องแปลกๆ มาเยอะ แต่จะให้อุ้มย่ามหนักๆ และผ่านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 4-5 ประเทศแทนเณรคำ กัปตัน ปิยะ รับไม่ได้ครับ เกิดมีอะไรผิดกฎหมาย ผมติดคุกที่เมืองนอกหัวโต ไม่ได้กลับมาใช้เงินค่าคอมมิชชันเครื่องบินแน่ ผมเลยปฏิเสธเขาไปด้วยเหตุผลที่ผมไม่พร้อม และจากนั้นผมก็เริ่มห่างจากเณรคำ

    ประเด็น ที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ ผมสงสัยมานานแล้วว่าพระอะไรมีตังค์เยอะแยะขนาดนี้ ดังก็ไม่ดังนะ เพราะถามใครก็ไม่มีใครรู้จักเลย วันนี้คงต้องมาช่วยกันตามหาความจริงกันต่อครับ สุดท้ายสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดคือ “ผมไม่เคยทำบุญกับเณรคำเลยแม้แต่บาทเดียวครับ” เพราะรับไม่ได้ตั้งแต่แรกพบครับ

    ป.ล. คนที่ใส่เสื้อสีขาวนั่นหละครับ ปิยะ เพื่อนผม คนดีศรีอยุธยา หรืออยุธยาไม่สิ้นคนดี ดั่งที่โบราณท่านว่าไว้”

    ที่มา โพสต์ทูเดย์ดอทคอม

  23. ศิษย์ใกล้ชิดแฉยับ!! “เณรคำ” เสพยาบ้า ดื่มเหล้า ดูหนังโป๊ มั่วสีกาในอู่ซ่อมรถ??

    เณรคำ

    ดีเอสไอเผยศิษย์ใกล้ชิด “เณรคำ” พระฉาวชื่อดังศรีสะเกษ เสพยาบ้า ดื่มเหล้า ดูหนังโป๊ และมั่วสีกาในอู่ซ่อมรถที่อุบลฯ

    วันนี้ (7 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จ.ศรีสะเกษ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และคณะ ได้ทำการสอบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมกรณีพระฉาวชื่อดัง จ.ศรีสะเกษที่กำลังตกเป็นข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับความไม่เหมาะสม โดยได้สอบปากคำพยานซึ่งเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดของพระชื่อดัง ใช้เวลาสอบสวนหาข้อมูลประมาณ 1 ชั่วโมง

    จากนั้นได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า การสอบสวนในครั้งนี้มีความคืบหน้ามาก โดยพยานซึ่งเป็นคนใกล้ชิดและมีความน่าเชื่อถือได้ให้ปากคำเกี่ยวกับเรื่อง ผู้หญิงเพิ่มเติม ทั้งเรื่องกรณีรถยนต์หรูที่มีการซื้อมาขายไป รวมทั้งมีการนำเอารถไปขายที่ สปป.ลาว

    พ.ต.ท.พงศ์อินทร์กล่าวต่อว่า พยานปากนี้ยังระบุชัดว่าก่อนหน้านี้เคยทำเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ที่ จ.อุบลราชธานี และพระชื่อดังได้นำเอารถมาซ่อม รวมทั้งใช้อู่ซ่อมรถยนต์แห่งนี้เป็นที่ซ่องสุมในการดื่มสุรา ดูหนังโป๊ เสพยาบ้า และมั่วผู้หญิงด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่ดีเอสไอจะได้ทำการสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ต่อไป

    พ.ต.ท.พงศ์อินทร์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการสอบสวนที่พระชื่อดังได้มีเพศสัมพันธ์กับหญิงตั้งแต่อายุ 14 ปี ซึ่งกรณีนี้เป็นการเข้าข่ายกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ที่ระบุว่า ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 4-20 ปี และปรับ 8,000-40,000 บาท นั้น จากการที่ได้สอบสวนพยานหลักฐานต่างๆ แล้วเป็นประจักษ์พยานค่อนข้างแน่ชัดว่า พระชื่อดังจะกระทำความผิดจริงซึ่งจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ คอลัมน์ : ภูมิภาค

  24. ‘เณรคำ’ฤาการเสื่อมถอยของศาสนา!?

    ‘เณรคำ’ฤาการเสื่อมถอยของศาสนา!? : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย… นันทพร ไวศยะสุวรรณ์

    เป็นข่าวฉาวโฉ่ขึ้นทุกวัน กรณี “หลวงปู่เณรคำ” ซึ่งเรื่องราวสะเทือนวงการสงฆ์ครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็น่าแปลกที่เรากลับไม่นำบทเรียนเหล่านี้ มาเป็นภูมิคุ้มกันได้อย่างจริงๆจังๆ

    ดิฉันได้สนทนาเรื่องนี้กับผู้ที่คลุกคลีในวงการสงฆ์ ผู้ที่ร่วมทำธุรกรรมในแวดวงนี้ และมีความใกล้ชิดอย่างมากกับพระผู้ใหญ่ ซึ่งก็น่าแปลกที่ว่า บุคคลผู้นี้กลับมีแนวคิดที่แสดงให้เห็นถึง “เหตุที่มา” และ “ผลที่ได้” พร้อมปัจจัยแวดล้อมต่างๆ อย่างเป็นระบบ

    ถ้าเปิดใจให้กว้างอ่านสิ่งที่ผู้เคยถูกต้องโทษคนนี้ดู แล้วจะเข้าใจว่า “หลักคิด” นั้นสำคัญกว่า “ตัวบุคคล” ซึ่งต่างจากที่เราเชื่อและบูชากันอยู่ !!

    พระพุทธศาสนามีคำพยากรณ์ไว้ว่า จะสิ้นอายุเมื่อ 5,000 ปี ปัจจุบันผ่านมา 2,600 ปีแล้ว มีระบุไว้ว่า พระพุทธศาสนาจะเสื่อมสูญโดยค่อยๆ เสื่อม เข่น การเสื่อมในสัญลักษณ์ของพระภิกษุสงฆ์นั่นคือผ้าเหลือง พระธรรมคำสั่งสอน สุดท้ายก็เสื่อมไปถึงพระพุทธสัญลักษณ์ อันได้แก่พระพุทธรูปต่างๆ

    คำว่า “พุท-ธะ” แปลว่า รู้ และคำว่า “ศา-สะ-นะ ” แปลว่า สอน ดังนั้นพระพุทธศาสนาก็หมายความว่า “การสอนให้รู้” เป็นการสอนให้รู้แจ้ง รู้จริง รู้ดี รู้ชั่ว รู้ถูก รู้ผิดนั่นเอง

    กรณีของหลวงปู่เณรคำ เกิดจากที่คนในปัจจุบันไม่มีปัญญาที่แท้จริง คือไม่รู้นั่นเอง เพราะไม่ได้ศึกษาคำสอนอย่างถ่องแท้ เพราะมัวแต่ไปยึดผู้ที่สอน ไม่ได้ยึดคำสอน บวกกับคนเราทุกคน ตั้งแต่เกิดเสมือนผ้าบริสุทธิ์ เติบโตมาก็ยังปรารถนาจะเป็นคนดี เมื่ออยากเป็นคนดีแล้วก็อยากทำความดี เมื่อไปพบเห็นผู้ที่ถูกสมมุติว่าเป็นตัวแทนแห่งพระพุทธศาสนาที่ประเสริฐ ที่ดีแล้ว อีกทั้งได้เห็นการวางตัวสุขุมน่าเลื่อมใส การพูดจาสุภาพเรียบร้อย การอยู่ในสถานที่ที่น่าเคารพกราบไหว้ นุ่งห่มผ้าสีที่แลดูน่าศรัทธา ยังได้รับฟังการพูด การสอน ในเรื่องที่อิงปาฏิหาริย์แห่งพุทธประวัติต่างๆ ผสมผสานกับคำสอนดีๆ บางตอนมากล่าวอ้าง ผู้คนที่ประสบพบเห็นถ้าขาดสติปัญญาที่แท้จริงก็ต้องหลงเชื่อ เพราะใช้เพียงตาดู หูฟัง ไม่ได้ใช้ปัญญาคิด

    ความเชื่อของคนต่างๆ บวกกับการอยากเป็นคนดี จึงเกิดการทำดีเป็นการแสดงความเคารพบูชาต่อผู้นั้น คนเราเห็นว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด จึงนำเงินแห่กันไปถวาย เพราะถือว่าเป็นการทำดีและยังได้ทำดีกับผู้ที่เชื่อว่าเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้ที่ดีเหนือกว่าผู้อื่น เป็นต้น

    ดังนั้นกรณี เณรคำ ไม่ใช่กรณีแรกของเมืองไทย หากจะผิดก็ผิดแต่องค์กรพระพุทธศาสนาและพระเถระที่มิได้ควบคุมจริงจัง เพราะท่านทั้งหลายมัวทำในสิ่งที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ จึงปล่อยให้เณรคำและพระต่างๆ ใช้สัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนา อันมีเครดิตอยู่แล้ว ไปทำให้ผู้คนลุ่มหลง แม้เณรคำจะมิได้ทำให้พระพุทธศาสนาสูญสิ้นในวันนี้ แต่ความศรัทธาและความเชื่อของผู้คนก็จะค่อยๆ เสื่อมถอย จะหาพระที่ดีที่น่าเชื่อถือไม่ได้ ในที่สุดไม่ต้องถึง 5,000 ปี พระพุทธศาสนาก็เห็นทางแล้วที่จะสูญสิ้นตามคำทำนาย

    อยากจะให้องค์กรพุทธศาสนา พระมหาเถระ มหาวิทยาลัยสงฆ์ และหน่วยงานการศึกษาต่างๆ ลด ละ เลิก เรื่องกิจกรรม พิธีการ และงดโฆษณาประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงตนเอง หันหน้ามาสร้างภูมิรู้ให้เหล่าพระสงฆ์ สารเณร ครูบาอาจารย์ให้มีปัญญาที่แท้จริง ถ้าพระสงฆ์ในประเทศนี้ มีความรู้ในคำสอนอย่างถ่องแท้ แล้วนำไปเผยแผ่จริงๆ ไม่ต้องมาก แค่ให้เยาวชนได้รู้ความหมายของบทสวดมนต์ เช่น มงคล 38 ข้อ ผู้คนในวันนี้และวันหน้าจะเปี่ยมด้วยปัญญา จะได้ไม่ถูกใครหลอก จะได้ไม่ต้องไปหลงยึดติดกับตัวบุคคลได้ง่าย

    และถ้าผู้คนมีปัญญาดี คนที่จะมาชักจูงหรือทำให้ผู้อื่นเชื่อในสิ่งที่ผิดก็ไม่สามารถจะพูดจะทำได้สำเร็จผล

    ที่มา คมชัดลึกออนไลน์ วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2556 โดย นายสิทธิกร บุญฉิม
    (หมายเหตุ ‘เณรคำ’ฤาการเสื่อมถอยของศาสนา!? : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย… นันทพร ไวศยะสุวรรณ์)

  25. ‘พงศพัศ’จ่อถกกองปราบปมพระเณรคำพัวพันยาเสพติด

    วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2556 6:57น.

    464262
    “พล.ต.อ .พงศพัศ” เผย กองปราบฯ มีหลักฐาน “พระเณรคำ” พัวพันขบวนการค้ายาเสพติด ถกร่วม 9 ก.ค.นี้ ยืนยันหากผิด เอาผิดโดยไม่มีละเว้น ด้าน กองปราบ สอบพยาน ชง ป.ป.ส.ตรวจ พร้อมเรียกนักบินเป็นพยาน

    พล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส.เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ในวันอังคารที่ 9 ก.ค.นี้ ตนได้รับการประสานจากกองบังคับการปราบปราม กรณีที่จะนำข้อมูลเกี่ยวกับ พระวิรพล ฉัตติโก หรือ พระเณรคำ ซึ่งมีข้อมูลที่เชื่อได้ว่า ตัว “พระเณรคำ” หรือ ลูกน้องคนสนิท น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาให้ตรวจสอบ โดยระบุว่า ในส่วนของ ป.ป.ส.เอง ในทางปฏิบัติ ก็จะดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่หากทางกองปราบฯ มีหลักฐานมาให้เพิ่มเติมก็จะขยายผลและทำการสืบสวนสอบสวนต่อไป โดยในวันอังคารนี้ ตนจะหารือด้วยตนเอง

    ทั้งนี้ พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวด้วยว่า หากสืบสวนสอบสวนพบว่า “พระเณรคำ” หรือลูกน้องมีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ป.ป.ส.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด ที่สามารถเอาผิดได้อยู่แล้ว ส่วนมาตรการอื่นๆ อาทิ การยึดทรัพย์ ในอนาคตก็ต้องดูเป็นชั้นๆ ไป

    DSIยันมีหลักฐานมัดพระเณรคำพรากผู้เยาว์

    พ.ต.ท. พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้าคดีตรวจสอบ พระเณรคำ ฉัตติโก แห่งสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ว่า ขณะนี้มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่งเกี่ยวกับการที่ พระเณรคำ มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสีกาคนหนึ่งที่อายุไม่ถึง 15 ปี พอที่จะนำเข้าพิจารณาเป็นคดีพิเศษได้ โดยมีหลักฐานจากการสอบปากคำตัวผู้หญิงคนดังกล่าว รวมถึงบุตรที่เกิดด้วยกัน และพยานแวดล้อมให้การสอดคล้อง ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญา กระทำชำเราเด็กไม่ถึง 15 ปี และพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร

    ส่วนการ รับเป็นคดีพิเศษนั้น จะมีการพิจารณาสิ้นเดือนนี้ โดยวันที่ 9 ก.ค.นี้ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. สำนักพุทธศาสนา หรือ พศ. กองปราบปราม นำข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งหมด เพื่อแบ่งการทำงานกัน โดยได้สรุปข้อมูลการเสพเมถุนให้เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีฝ่ายธรรมยุต เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาวสึก พระเณรคำ ส่วนการเกี่ยวพันยาเสพติดนั้น มีพยานหลายปากให้การว่ายุ่งเกี่ยวจริง โดย ป.ป.ส. จะร่วมตรวจสอบและดำเนินการด้วย ส่วนการค้าเงินและทองคำแท่ง ก็ตรวจสอบอยู่อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ มีประเด็นน่าสนใจเพิ่มเติมที่พบว่า พระเณรคำ ดูแลเงินด้วยตนเอง และรถหรูที่นำมาใช้ ก็จะให้คณะตรวจสอบรถหรูเข้ามาดูด้วย

    ป.สอบพยาน’พระเณรคำ’เอี่ยวยาเสพติด ชง ป.ป.ส.ตรวจ

    พ.ต.อ. ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการปราบปราม กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ พระเณรคำ ฉัตติโก หรือ พระวิรพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ว่า ในวันนี้ นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเข้ามาให้ข้อมูลกับกองปราบรามเพิ่มเติม พร้อมกับจะหารือร่วมกัน เกี่ยวกับประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เนื่องจากทรัพย์สินที่ พระเณรคำ ครอบครองไว้นั้น มีจำนวนมาก และยังไม่สามารถหาที่มาที่ไปได้

    โดยในวันพรุ่งนี้เวลา 11.00 น. กองปราบปราม พร้อมด้วย ปปง. และ นายสงกานต์ จะเข้าให้ข้อมูล กับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส. เพื่อให้ ป.ป.ส. ทำการตรวจสอบ ว่า พระเณรคำ มีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่

    ทั้งนี้ พ.ต.อ.ประสพโชค ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ กองปราบปราม เตรียมประสานติดตามตัวนักบินที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อ้างว่าเป็นผู้จัดหาเครื่องบินส่วนตัวให้ พระเณรคำ มาให้ข้อมูลในฐานะพยาน พร้อมกับฝากไปถึงผู้เกี่ยวข้องที่รู้เห็นพฤติการณ์ของ พระเณรคำ เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

    ที่มา สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.

  26. เจ้าคณะจังหวัดชี้เณรคำพ้นจากความเป็นพระ

    วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2556 12:42น.
    464348

    เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เผย พระเณรคำ พ้นจากความเป็นพระแล้ว นับตั้งแต่มีการเสพเมถุน

    ที่ วัดป่าบ้านซำตาโตง ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต เปิดเผยว่า จากการที่ได้รับเอกสารสรุปผลการสอบสวนของ ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แล้ว อาตมาภาพ กับคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ พระวิรพล ฉัตติโก หรือ พระเณรคำ ได้หารือร่วมกันแล้วเห็นว่า หากเป็นความจริงตามที่มีการสอบสวนของ DSI ว่า พระวิรพล มีการเสพเมถุนและมีลูก 1 คน ก็ถือว่า พระวิรพล ขาดจากความเป็นพระนับตั้งแต่มีการเสพเมถุนแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ พระวิรพล ต้องรู้แก่ใจตนเอง ควรที่จะออกมาพบกรรมการสอบสวน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

    ส่วนกรณีที่คณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี จะมีการขับไล่ พระวิรพล โดยอ้างว่า พระวิรพล ได้ย้ายออกจากสังกัด ตั้งแต่ปี 2549 เพื่อไปสำนักสงฆ์ขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เรื่องนี้อาตมาภาพได้สั่งการ ให้ พระครูวัชรสิทธิคุณ พระเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต และคณะ ประสานกับเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากนั้นจะได้นำมาประชุมร่วมกันกับคณะกรรมการสอบสวนทั้งหมด เพื่อพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนต่อไป

    ที่มา : สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.

    โปรดติดตาม กรณีหลวงปู่เณรคำ http://ub-info.com/?p=2872
    ปิดตํานานหลวงปู่เณรคำ http://ub-info.com/?p=3347

  27. แฉ”เณรคำ”อ้างจะสร้างวัดให้ สูญเงิน 5 แสน

    วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2556

    เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 ที่ กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ทางเฟซบุ๊ค ได้นิมนต์พระธีรธนัชณฤทธา เสาวภาคโชติรส อายุ 46 ปี ประธานสำนักปฏิบัติธรรม”พุทธชยันตี” ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม. เข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิรพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ

    นายสงกรานต์ กล่าวว่า หลังจากตนได้เปิดรับข้อมูลทางเฟซบุ๊ก รับร้องเรียนและข้อมูลที่เกี่ยวกับการกระทำของหลวงปู่เณรคำ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดอาญานั้น ได้พบกรณีของพระธีรธนัชณฤทธา ประธานสำนักปฏิบัติธรรม”พุทธชยันตี” ได้ให้ข้อมูลว่า เมื่อช่วงต้นปี 2555 ถูกหลวงปู่เณรคำ และลูกศิษย์ หลอกลวงว่าจะหาเงินเพื่อจัดซื้อที่ดิน และออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจัดสร้างวัด มูลค่า 55 ล้านบาท เมื่อทางสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ได้ขออนุญาตจดทะเบียนจัดตั้งวัดเรียบร้อย แล้ว เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติกิจทางสงฆ์ และให้ญาติโยมได้ปฏิบัติธรรมด้วย

    นายสงกรานต์ กล่าวอีกว่า เมื่อพระธีรธนัชณฤทธา หลงเชื่อคำกล่าวอ้างของหลวงปู่เณรคำ ได้นำเงินที่ญาติโยมทำบุญบริจาค เป็นจำนวน 5 แสนบาท ไปวางมัดจำกับธนาคาร เพื่อซื้อที่ดิน 14 ไร่ 24 ตารางวา จากเจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นบริษัท บริหารสินทรัพย์ในเครือธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่ปรากฏว่าภายหลังหลวงปู่เณรคำก็ไม่ได้ทำตามที่รับปากไว้ เมื่อติดต่อสอบถามไป ทางลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำ ก็ได้รับคำตอบว่า หลวงปู่เณรคำ มีค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนถึง 11 ล้านบาท เพราะต้องดูแลทั้งพระและลูกศิษย์

    ด้าน พระธีรธนัชณฤทธา กล่าวว่า ได้รู้จักกับหลวงปู่เณรคำ ผ่านทางลูกศิษย์ และเนื่องจากท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียง มีผู้นับถือศรัทธาเป็นจำนวนมาก เมื่อตกลงรับปากกันแล้วจึงหลงเชื่อ ทำให้ต้องเสียเงินที่ญาติโยมบริจาคให้สำนักปฏิบัติธรรมที่ดูแลอยู่เป็นเงิน 5 แสนบาทไปกับการวางมัดจำกับทางธนาคาร หากทางธนาคารยึดไปก็จะเกิดความเสียหายกับทางสำนักปฏิบัติธรรม อย่างไรก็ตาม หลังจากปรึกษากับนายสงกรานต์ ก็ยืนยันว่าจะพยายามช่วยเหลือในเรื่องข้อกฎหมายต่อไป

    “อาตมาไม่ทราบเหตุผลว่าเหตุใดหลวงปู่เณรคำ ต้องทำอะไรเช่นนี้ ที่ผ่านมาพยายามติดต่อสอบถามหลายครั้งแล้ว แต่ก็มีเพียงการให้ความหวังว่าจะหาเงินมาให้เท่านั้น แต่ไม่เคยได้ เป็นแค่การพูดปากเปล่า ไม่มีการทำสัญญาใดๆ ไว้” ประธานสำนักปฏิบัติธรรมพุทธชยันตี กล่าว

    พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า ขอให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย หรือเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ขอให้เข้ามาให้ข้อมูลกับทางกองปราบปรามเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน

    ขอขอบคุณเนื้อหา จาก : เนชั่น


  28. กองปราบขอหมายค้นบ้านพ่อแม่หลวงปู่เณรคำ


    วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2556 17:05 น.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2556 นี้ทางชุดสืบสวน กก.3 บก.ป. เตรียมจะขออนุมัติหมายค้นศาลจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเข้าตรวจค้นบ้านพักของบิดา มารดาของหลวงปู่เณรคำ ,มูลนิธิขันติธรรม และสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม รวม 3 จุด ซึ่งการตรวจค้นครั้งนี้เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินต่างๆ ที่มีอยู่ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รวมทั้งได้มาจากการกระทำความผิดหรือไม่ มีบุคคลใดเป็นผู้ดูแล และเข้ามาดูแลตั้งแต่เมื่อไหร่ นอกจากนี้ จะตรวจสอบเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแต่ละวัน สำหรับพนักงานสอบสวนอีกชุด ก็จะเข้าสอบปากคำหญิงสาวที่อ้างว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับหลวงปู่เณรคำ ตั้งแต่ตอนอายุ 14 ปี เพื่อนำมาประกอบในสำนวนคดีด้วย

    ที่มา : เนชั่นทันข่าว วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2556 17:05 น.

  29. ดีเอสไอรับคดี’เณรคำ’เป็นคดีพิเศษแล้ว

    วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 10:34

    เณรคำ,ดีเอสไอ,คดีพิเศษ,กรมสอบสวนคดีพิเศษ,ธาริต  เพ็งดิษฐ์

    “ดีเอสไอ”รับ คดี”เณรคำ”เป็นคดีพิเศษแล้ว รับโอนจากหน่วยงานอื่นมาทำเอง เชื่อมโยง พ.ร.บ.คอมพ์ฯ หลอกลวง ละเมิดทางเพศ เลี่ยงภาษีรถหรู ยาเสพติด

    นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมร่วมกับ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วยดีเอสไอ สำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองบังคับการกองปราบปราม สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อหารือถึงการวางแนวทางสืบสวนเส้นทางการเงินต้องสงสัยและการประพฤติไม่เหมาะสมของหลวงปู่เณรคำ หรือ พระวิรพล ฉัตติโก (สุขผล)

    อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ได้อนุมัติให้กรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษแล้ว โดยอาศัยการกระทำผิดเข้าข่ายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเป็นความผิดตามบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ โดยไม่ต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) สืบเนื่องจากที่มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในเว็บไซต์เพื่อให้คนหลงเชื่อบริจาคทองคำและเงินเพื่อสร้างพระแก้วมรกต และมีการอวดอ้างสรรพคุณ อวดอุตริ ซึ่งดีเอสไอพิจารณาแล้วเข้าข่ายความผิดแน่นอน ส่งผลให้การกระทำผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การหลบเลี่ยงภาษีนำเข้ารถยนต์หรู และความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กหญิงอายุไม่ถึง 15 ปี

    หลังจากนี้ ดีเอสไอจะรับโอนสำนวนการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาอยู่ในความรับผิดชอบโดยตรง ขณะที่หน่วยงานอื่นจะช่วยสนับสนุนการทำงานอย่างใกล้ชิด

    โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

  30. ขับพระเณรคำ พ้นการเป็นพระ

    วันที่ 10 กรกฎาคม 2556 01:01

    เณรคำ,คณะสงฆ์,ศรีสะเกษ,อุบลฯ

    คณะสงฆ์ศรีสะเกษเสนอที่ประชุมร่วมสงฆ์”ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี” ขับ”เณรคำ” ออกจากหมู่สงฆ์ฝ่ายธรรมยุต

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดป่ารังสฤษฏ์ ตำบลดูน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ พระราชธรรมโกศล เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมคณะสงฆ์ระดับเจ้าคณะอำเภอในเขต จ.อุบลราชธานีได้เดินทางมาร่วมประชุมกับ พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ(ธ) พร้อมกับคณะสงฆ์ที่เป็นระดับเจ้าคณะอำเภอในเขต จ.ศรีสะเกษ ได้เดินทางมาร่วมประชุมหารือในการพิจารณาความผิดของ พระวิรพล ฉตฺติโก หรือ หลวงปู่เณรคำ

    จากนั้นนายวิรอด พรรณนา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาศรีสะเกษ ได้ถวายรายงานต่อที่ประชุมคณะสงฆ์ว่า เมื่อวันที่ 6 – 7 กรกฎาคม 2556 ตนเองได้มีโอกาสเดินทางไปสอบสวนข้อมูลกับกองปราบ และคณะสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประจำสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมในข้อความจริง ทั้งในส่วนของสีกาที่ออกมากล่าวหาว่าพระวิรพล กระทำชำเรานับตั้งแต่อายุ 14 ปี และพยานยังพาไปชี้จุดเกิดเหตุต่างๆ หลายแห่ง จากนั้นก็ได้ร่วมสอบข้อมูลความจริงจากลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด ซึ่งเคยเป็นทั้งคนขับรถพาไปยังที่ต่างๆ สอบเจ้าของอู่ซ่อนรถหรู สอบชาวบ้าน พยานปากอื่นๆ ที่สำคัญๆ ทำให้ทราบว่า พระวิรพล ได้มีการช่องสุมบ้านเช่าไว้หลายแห่ง เพื่อเก็บไว้เป็นที่เสพเมถุน ดื่มเหล้า เสพยาบ้า รวมทั้งการขับรถไปชนคนที่เดินข้างถนนจนเสียชีวิต และได้มอบเงินให้คนสนิทไปเจรจาเพื่อขอจ่ายเงินชดเชยในราคา 20,000.บาทเพื่อปิดคดีด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริง และในส่วนหนึ่งสื่อมวลชนได้นำเสนอต่อสาธารณะชนไปบ้างแล้ว จึงนำเสนอที่ประชุมคณะสงฆ์ 2 จังหวัดเพื่อพิจารณา

    ขณะที่ พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ได้เสนอที่ประชุมสงฆ์ในวันนี้ว่า จากพฤติกรรมต่างๆ ของพระวิรพล ที่ทางเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้นำเสนอ ก็ได้รับทราบมาโดยตลอด และยังได้ตั้งคณะสอบอธิกรณ์พระวิรพล โดยพฤติกรรมต่างๆ ก็ปรากฏตามที่เป็นข่าว และคณะเจ้าหน้าที่พระพุทธศาสนาได้นำเสนอมายังที่ประชุม แต่ในความที่ตนเป็นเพียงสถานที่เกิดเหตุ ยังไม่มีอำนาจในการพิจารณาปาราชิก แก่พระวิรพลได้ เพราะอำนาจยังคงอยู่แก่เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เพราะถือว่าเป็นพระผู้ปกครองพระที่อยู่ในสังกัด แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ

    พระครูวิสุทธิญาณ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ และ พระครูธรรมธรคำไข โสภาจาโร ที่ปรึกษาพระเลขาเจ้าคณะจังหวัด(ธ) นำข้อมูลไปเสนอต่อเจ้าคณะภาค 10 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งรับคำแนะนำมาว่า ขอให้คณะสงฆ์ศรีสะเกษ ดำเนินการสอบสวนตามพระธรรมวินัย คือ สอบให้ได้ข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย นั้นหมายถึงว่า จะต้องสอบทั้งฝ่ายหญิง ซึ่งกล่าวหาพระวิรพล ซึ่งคณะสงฆ์ คณะเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้สอบไว้แล้ว และจะต้องสอบข้อความจริงจากพระวิรพลด้วย ซึ่งได้รายงานไปว่า ขณะนี้พระวิรพล ไม่สามารถติดต่อได้ และอยู่ยังต่างประเทศ ซึ่งเจ้าคณะภาค10 กล่าวว่า ก็จะต้องรอจนกว่าพระวิรพล จะกลับมาให้ข้อมูลครบทั้งสองฝ่ายจึงจะพิจารณาได้ แต่คณะสงฆ์เห็นว่า กรรีดังกล่าวเป็นความเสื่อมต่อพระพุทธศาสนา จึงได้ลงมติเบื้องต้นว่า ให้ขับพระวิรพล ฉตฺติโก ออกจากหมู่สงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

    อย่างไรก็ดีที่ประชุมสงฆ์ 2 จังหวัดในวันนี้ได้มีการชี้แจง ให้ความเห็นกันอย่างหลากหมาย จนเวลาล่วงเลยมาจนถึงเวลา 16.30 น.ที่ประชุมก็ยังไม่มีมติออกมาว่าจะสามารถดำเนินการปาราชิกแก่พระวิรพล ได้อย่างไร เพราะขณะนี้ที่ประชุมส่วนหนึ่งค้านว่า ยังเป็นการฟังความเพียงฝ่ายเดียวอยู่ ในพระธรรมวินัยไม่สามารถรับฟังความข้างเดียวแล้วนำมาลงมติให้พระรูปใดรูปหนึ่งปาราชิกนั้นไม่ได้ สุดท้ายก็ขอให้ทั้งสองจังหวัดได้ดำเนินการนิมนต์พระวิรพล มาพบเพื่อให้ข้อมูลกรณีที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ด้วยตนเอง โดยมีกำหนดตามที่เจ้าคณะจังหวัดอุบลระบุคือวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ส่วนเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ จะยืนตามมติของคณะสงฆ์จังหวัดที่จะให้พ้นจากหมู่ศรีสะเกษ นับตั้งแต่วันนี้ก็ได้เช่นกัน เพราะเป็นมติของสงฆ์ศรีสะเกษ

    อ้างอิงแหล่งข่าวหนังสือพิมพ์:
    กรุงเทพธุรกิจ. “การเมือง : ขับพระเณรคำ พ้นการเป็นพระ” หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์. 10 กรกฎาคม 2556 01:01 หน้า -

    โปรดติดตาม กรณีหลวงปู่เณรคำ (คดีพิเศษ) http://ub-info.com/?p=2872
    ปิดตํานานหลวงปู่เณรคำ http://ub-info.com/?p=3347

  31. กองปราบฯอายัดบัญชี’เณรคำ’21บัญชี

    เณรคำ พงศพัศ พงษ์เจริญ,พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล,พ.ต.ท.ธีรพงศ์ ดุลยวิจารณ์

    “พงศพัศ”ประชุมร่วมปปง.,กองปราบฯเร่งตรวจสอบฐานข้อมูลยาเสพติด”เณรคำ”ใช้เวลา2วัน ขณะที่กองปราบฯอายัดบัญชี21บัญชี

    นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กล่าวพร้อมเเสดงข้อมูลว่า เงินทั้งหลายทั้งปวงจำนวนมากที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของของเณรคำ ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยสุจริต เป็นเงินที่ได้จากความผิดปกติ เเละเชื่อว่าเงินจำนวนมากมีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะคนในพื้นที่ไม่น่ามีกำลังพอที่จะทำบุญรวมกันได้มากถึงครั้งละ 50 ล้านหรือ 100 ล้านบาทได้

    พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส กล่าวว่า ขณะนี้ทุกคนสงสัยว่าเงินเเละทรัพย์สินต่างๆ จำนวนมากของเณรคำนั้น น่าจะได้มาโดยมิชอบและสงสัยว่าอาจมาจากยาเสพติด ซึ่งทางดีเอสไอ อยากให้ ป.ป.ส. ดูเเลในส่วนของกระบวนการที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่ง ป.ป.ส.จะช่วยดำเนินการ ตามฐานข้อมูลที่ป.ป.ส. มี ในส่วนของ ป.ป.ส.จะมีโครงค่ายฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งในและต่างประเทศ เก็บไว้อยู่ที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด หมายความว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ จะมีบัญชีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติด ทั้ง เรื่องของการโอนเงิน ถ่ายเทเงิน หรือการฟอกเงิน ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ส.เเละ ป.ป.ง. ทำงานร่วมกันมานาน เพราะฉะนั้นโครงข่ายทั้งหมดมีอยู่เเล้ว ขณะนี้มีรายชื่อที่ได้รับจาก ดีเอสไอ เเละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 20 รายชื่อที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สำนักงานป.ป.ส. จะใช้เวลาไม่เกิน 2 วัน เพื่อตรวจสอบ 20 รายชื่อกับฐานข้อมูลยาเสพติดของป.ป.ส. ทั้งในเเละนอกประเทศ ถ้าหากพบว่า หลวงปู่เณรคำ หรือผู้ใกล้ชิดคนใด ไปเกี่ยวข้องกับกับข้อมูลนั้น ป.ป.ส.จะเเจ้งให้ ดีเอสไอ ทราบ เเละดำเนินการต่อเนื่องตามอำนาจ ปปส. ในการยึดเเละอายัดทรัพย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องทองรูปพพรรณ รถยนต์ บ้านที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่มาจากยาเสพติดทั้งหมด ซึ่งขณะนี้เชื่อกันว่า หลวงปู่มีทรัพย์สินกว่า 1,000 ล้านบาท เเละถ้าเป็นคดียาเสพติดการส่งตัวข้ามประเทศนี่ไม่ใช่เรื่องยากเลย

    พ.ต.ท.ธีรพงศ์ ดุลยวิจารณ์ ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนทางการเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)กล่าวว่า ในส่วนของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติดเเละการฉ้อโกงประชาชน ล้วนเเต่เป็นความผิดที่เข้าข่ายการฟอกเงิน เพราะฉะนั้น ส่วนป.ป.ง.จะมีหน้าที่ติดตามเเละดำเนินคดีกับบุคคลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนี้ จะมีการติดตามร่องรอยการเดินทางของทรัพย์สิน เพื่อเป็นการสนับสนุนการทำงานของทุกฝ่าย ให้ลุล่วง

    “ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินหรือได้รับการมอบหมายทรัพย์สินจากทางหลวงปู่ เณรคำ เพื่อเป็นการเเสดงความบริสุทธิ์ใจ เพื่อประโยชน์ต่อตัวเองเเละส่วนร่วมขอให้ประสานงานเข้าให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน พฤติการณ์ในการรับโอน หรือแปรสภาพทรัพย์สิน มีความผิดทางอาญาตามกฎหมายฟอกเงินโทษจำคุก ตั้งเเต่ 1-10 ปีปรับไม่เกิน 2 เเสนบาท” พ.ต.ท.ธีรพงศ์ กล่าว

    ด้าน พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม (รอง บก.ป.) กล่าวว่า บก.ป.ได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมาระยะหนึ่ง ตั้งข้อหาหลักไว้คือ มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เเละ พ.ร.บ คณะสงฆ์ เเละขณะนี้ ทางบก.ป.ได้มีหนังสืออายัดบัญชีของพระเณรคำทั้งในกทม.เเละต่างจังหวัด จำนวน 21 บัญชีจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งในเรื่องนี้จะส่งให้ทาง ป.ป.ง. ตรวจสอบต่อไปคดีนี้ทุกภาคส่วนทำงานเพื่อประโยชน์ ของศาสนา สังคมเเละประเทศชาติ ผู้ใด้มีข้อมูลถือว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของผู้เสียหาย ขอให้เขามาให้ช้อมูล เรายินดีที่จะเก็บข้อมูลเป็นความลับ เร็วๆ นี้จะมีการตรวจสอบดีเอ็นเอกับหญิงสาวเเละลูก ที่หลวงปู่เณรคำเคยมีความสัมพันธ์ด้วย สำหรับเรื่องการดำเนินคดี หากมีพยายานหลักฐานที่เพียงพอไม่ว่าพระเณรคำจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เจ้าหน้าที่มีความร่วมมือทางคดีอาญา ดำเนินการส่งตัวผู้ร้ายข้ามเเดนได้ เเละทั้งนี้ยังได้ประสานงานกับทาง ป.ป.ง. เรื่องการเคลื่อนย้ายเงินต่างๆ ซึ่ง ทาง ป.ป.ง. มีเครือข่าย 131 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งฝรั่งเศษเเละอเมริกา ก็ขอให้สบายใจได้ว่า บรรดาทรัพย์สินต่างๆ ที่ถูกถ่ายโอน เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการยึดได้อายัดได้ทั้งหมด

    อ้างอิงแหล่งข่าวหนังสือพิมพ์:
    กรุงเทพธุรกิจ. “การเมือง : กองปราบฯอายัดบัญชี’เณรคำ’21บัญชี” หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์. วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 22:23น. หน้า -

ใส่ความเห็น